SMARTFINN
Platform Matching การขายฝากอสังหาฯ
กับนักลงทุน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุน
และช่วย SMEs ให้มีสภาพคล่อง

บทความ

ข่าวและประชาสัมพันธ์

บริษัท สมาร์ทฟินน์ โซลูชั่นส์ จำกัด รับรางวัลบุคคลคุณภาพแห่งปี 2019
บริษัท สมาร์ทฟินน์ โซลูชั่นส์ จำกัด รับรางวัลบุคคลคุณภาพแห่งปี 2019

เนื่องด้วยวันเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 19 ตุลาคม ของทุกปี มูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.) ได้จัดโครงการ “บุคคลคุณภาพแห่งปี 2019 ” เพื่อประกาศเกียรติคุณและเป็นการยกย่องบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการ ดำเนินชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน และการอุทิศตนทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในด้านต่างๆ ซึ่งสมควรเป็นแบบอย่างที่ดีและควรค่าต่อการส่งเสริมเพื่อประกาศเชิดชูเกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจ

เปิดตัวยิ่งใหญ่ สมาร์ทฟินน์ ขายฝากออนไลน์ เพื่อการลงทุนและช่วยเหลือ SMEs
เปิดตัวยิ่งใหญ่ สมาร์ทฟินน์ ขายฝากออนไลน์ เพื่อการลงทุนและช่วยเหลือ SMEs

เปิดตัวยิ่งใหญ่ สมาร์ทฟินน์ ขายฝากออนไลน์ เพื่อการลงทุนและช่วยเหลือ SMEs สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์มแมชชิ่ง การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ระหว่างผู้ต้องการเงินกับนักลงทุน โดยมีจุดเด่นคือ สามารถเสนอราคาหรือ Bidding Rate ได้ สร้างความพอใจทั้งสองฝ่าย

ขายฝาก

ปัญหาที่ไม่อาจเลี่ยง วิธีฝ่าวิกฤตธุรกิจขาดสภาพคล่อง
ปัญหาที่ไม่อาจเลี่ยง วิธีฝ่าวิกฤตธุรกิจขาดสภาพคล่อง

เงินนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญในการหมุนเวียน ใช้จ่าย ดำเนินกิจการ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเงินคือไม่มีทรัพย์สิน ในความเป็นจริงแล้ว ทรัพย์สินแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ 1. ทรัพย์สินที่มีตัวตนอย่าง ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร 2. ทรัพย์สินทางการเงิน เช่น เงิน หุ้น พันธบัตร หรือสุดท้าย 3. ทรัพย์สินไม่มีตัวตน เช่น เครื่องหมายการค้า ความนิยมของสินค้าหรือกิจการ (แบรนด์)

เตรียมความพร้อมธุรกิจรับมือปัญหาขาดสภาพคล่อง
เตรียมความพร้อมธุรกิจรับมือปัญหาขาดสภาพคล่อง

เตรียมความพร้อมธุรกิจรับมือปัญหาขาดสภาพคล่อง การทำธุรกิจและปัญหาขาดสภาพคล่องมักเป็นของคู่กัน ซึ่งสามารถเกิดได้จากปัจจัยหลายๆอย่างทั้งภายในและภายนอก เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของคู่แข่งในตลาด และแน่นอนว่าจะนำมาซึ่งผลกระทบต่อธุรกิจไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารกิจการขณะนั้น

สรุปกฎหมายขายฝากฉบับใหม่ พ.ศ. 2562
สรุปกฎหมายขายฝากฉบับใหม่ พ.ศ. 2562

ซึ่งใจความสำคัญหลักของกฎหมายขายฝากฉบับใหม่ ณ วันที่ 15 เมษายน 2562 มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้คุ้มครองผู้ขายฝากที่ดินให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เข้าใจง่าย ดังนี้ 1. สัญญาขายฝากต้องมีระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี สามารถไถ่ถอนก่อนเวลาได้ หากเกินเวลา สามารถซื้อคืนได้ในราคาที่ตกลงกัน

อสังหาริมทรัพย์

โฉนดที่ดินคืออะไร
โฉนดที่ดินคืออะไร

โฉนดที่ดินคืออะไร โฉนดที่ดิน หรือ น.ส.๔จ คือ เอกสารประเภทหนึ่งในเอกสารแสดงสิทธิที่ดิน ออกโดยกรมที่ดิน จะมีเลขที่โฉนด ที่ตั้ง ลักษณะ รายละเอียดของที่ดิน และประวัติผู้ถือกรรมสิทธิ์

อสังหาฯ เพื่อ “อยู่อาศัย” หรือ “ลงทุน”
อสังหาฯ เพื่อ “อยู่อาศัย” หรือ “ลงทุน”

อสังหาฯ เพื่อ “อยู่อาศัย” หรือ “ลงทุน” เมื่อคนเราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์สักหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด หรือที่ดินสักแห่ง เป้าหมายในการซื้อก็คงไม่พ้น 2 อย่าง คือ เพื่ออยู่อาศัย หรือ เพื่อลงทุน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็มีจุดที่เหมือน และต่างกันหลายแง่มุม ไม่ว่าจะลงทุนเพื่อหวังปล่อยให้ผู้อื่นเช่าต่อ หรือหวังขายเพื่อทำกำไรก็ตาม

กรรมสิทธิ์รวม
กรรมสิทธิ์รวม

กรรมสิทธิ์รวม อสังหาริมทรัพย์ที่เราเป็นผู้ซื้อ ผู้ขายอาจจะเป็นหนึ่งในเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ใช่เจ้าของเพียงผู้เดียว และถ้าเป็นเช่นนั้น หากเจ้าของร่วมของอสังหาริมทรัพย์ผืนนั้นไม่ได้รับรู้ในการซื้อ-ขายนี้ ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราควรมารู้จักกับคำว่า “กรรมสิทธิ์รวม” กัน

ความรู้ทางการเงิน

3 วิธีเริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง แบบไหนดี แบบไหนโดน
3 วิธีเริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง แบบไหนดี แบบไหนโดน

สำหรับคนที่กำลังอยู่ในวัยทำงาน หรือเริ่มต้นเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ อยู่ คงจะทราบกันดีว่าการเก็บออมเงินนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับการใช้ชีวิตค่อนข้างมากทีเดียว โดยเฉพาะในยามฉุกเฉิน หรือออมเงินเพื่อวางแผนระยะยาวในการใช้ชีวิตหลังเกษียณก็ตาม แต่สำหรับมือใหม่แล้ว เรื่องของการลงทุนหรือการเก็บออมเงินนั้น ค่อนข้างที่จะต้องทำความเข้าใจและศึกษากันมาพอสมควรเลยทีเดียวโดยเฉพาะการวางแผนจัดพอร์ตในการลงทุน ซึ่งถ้าหากใครที่เพิ่งเริ่มต้นและอยากวางแผนจัดพอร์ตด้วยตัวเอง เราก็มีคำแนะนำ 3 ข้อมาฝากกัน

พ.ร.บ คุ้มครองเงินฝากลดความคุ้มครองเหลือ 5 ล้านบาทแล้ว พร้อมลดเหลือ 1 ล้านบาทในปีหน้า
พ.ร.บ คุ้มครองเงินฝากลดความคุ้มครองเหลือ 5 ล้านบาทแล้ว พร้อมลดเหลือ 1 ล้านบาทในปีหน้า

เมื่อ 11 สิงหาคม 2562 ได้มีการเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ รวม 35 แห่ง) โดยมีการปรับลดวงเงินคุ้มครองจาก 10 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท/1 เจ้าของ/สถาบันการเงิน ทั้งนี้มีผลถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เท่านั้น และลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาทต่อในวันที่ 11 สิงหาคม 2563

ธุรกิจขายฝากน่าเข้าไปลงทุนจริงหรือไม่?
ธุรกิจขายฝากน่าเข้าไปลงทุนจริงหรือไม่?

เรามาเริ่มกันที่การลงทุนที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเอาเงินไปฝากธนาคารแล้วได้รับดอกเบี้ยจากธนาคาร 1-2% ต่อปี แบบนี้ก็ถือเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง หรือ การที่เราเข้าซื้อหุ้นกู้ของบริษัทมหาชนต่างๆ ซึ่งเป็นการปล่อยกู้โดยตรงให้กับบริษัทชั้นนำเหล่านั้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนเช่นกัน

ข่าวและประชาสัมพันธ์

บริษัท สมาร์ทฟินน์ โซลูชั่นส์ จำกัด รับรางวัลบุคคลคุณภาพแห่งปี 2019
บริษัท สมาร์ทฟินน์ โซลูชั่นส์ จำกัด รับรางวัลบุคคลคุณภาพแห่งปี 2019

เนื่องด้วยวันเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 19 ตุลาคม ของทุกปี มูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.) ได้จัดโครงการ “บุคคลคุณภาพแห่งปี 2019 ” เพื่อประกาศเกียรติคุณและเป็นการยกย่องบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการ ดำเนินชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน และการอุทิศตนทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในด้านต่างๆ ซึ่งสมควรเป็นแบบอย่างที่ดีและควรค่าต่อการส่งเสริมเพื่อประกาศเชิดชูเกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจ

เปิดตัวยิ่งใหญ่ สมาร์ทฟินน์ ขายฝากออนไลน์ เพื่อการลงทุนและช่วยเหลือ SMEs
เปิดตัวยิ่งใหญ่ สมาร์ทฟินน์ ขายฝากออนไลน์ เพื่อการลงทุนและช่วยเหลือ SMEs

เปิดตัวยิ่งใหญ่ สมาร์ทฟินน์ ขายฝากออนไลน์ เพื่อการลงทุนและช่วยเหลือ SMEs สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์มแมชชิ่ง การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ระหว่างผู้ต้องการเงินกับนักลงทุน โดยมีจุดเด่นคือ สามารถเสนอราคาหรือ Bidding Rate ได้ สร้างความพอใจทั้งสองฝ่าย

ขายฝาก

ปัญหาที่ไม่อาจเลี่ยง วิธีฝ่าวิกฤตธุรกิจขาดสภาพคล่อง
ปัญหาที่ไม่อาจเลี่ยง วิธีฝ่าวิกฤตธุรกิจขาดสภาพคล่อง

เงินนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญในการหมุนเวียน ใช้จ่าย ดำเนินกิจการ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเงินคือไม่มีทรัพย์สิน ในความเป็นจริงแล้ว ทรัพย์สินแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ 1. ทรัพย์สินที่มีตัวตนอย่าง ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร 2. ทรัพย์สินทางการเงิน เช่น เงิน หุ้น พันธบัตร หรือสุดท้าย 3. ทรัพย์สินไม่มีตัวตน เช่น เครื่องหมายการค้า ความนิยมของสินค้าหรือกิจการ (แบรนด์)

เตรียมความพร้อมธุรกิจรับมือปัญหาขาดสภาพคล่อง
เตรียมความพร้อมธุรกิจรับมือปัญหาขาดสภาพคล่อง

เตรียมความพร้อมธุรกิจรับมือปัญหาขาดสภาพคล่อง การทำธุรกิจและปัญหาขาดสภาพคล่องมักเป็นของคู่กัน ซึ่งสามารถเกิดได้จากปัจจัยหลายๆอย่างทั้งภายในและภายนอก เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของคู่แข่งในตลาด และแน่นอนว่าจะนำมาซึ่งผลกระทบต่อธุรกิจไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารกิจการขณะนั้น

สรุปกฎหมายขายฝากฉบับใหม่ พ.ศ. 2562
สรุปกฎหมายขายฝากฉบับใหม่ พ.ศ. 2562

ซึ่งใจความสำคัญหลักของกฎหมายขายฝากฉบับใหม่ ณ วันที่ 15 เมษายน 2562 มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้คุ้มครองผู้ขายฝากที่ดินให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เข้าใจง่าย ดังนี้ 1. สัญญาขายฝากต้องมีระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี สามารถไถ่ถอนก่อนเวลาได้ หากเกินเวลา สามารถซื้อคืนได้ในราคาที่ตกลงกัน

ขายฝาก VS ซื้อฝาก ในแบบสมาร์ทฟินน์
ขายฝาก VS ซื้อฝาก ในแบบสมาร์ทฟินน์

ขายฝาก VS ซื้อฝาก ในแบบสมาร์ทฟินน์ ในบทความนี้จะกล่าวถึงผู้ซื้อฝากและผู้ขายฝากในแบบสมาร์ทฟินน์ ทำไมต้องในแบบของสมาร์ทฟินน์ เนื่องจากเงื่อนไขของผู้ซื้อฝากมีแตกต่างกันไป จึงมีกฎร่วมกันระหว่างผู้ขายฝากและผู้ซื้อฝากผ่านสมาร์ทฟินน์

ทำไมต้องขายฝากกับสมาร์ทฟินน์
ทำไมต้องขายฝากกับสมาร์ทฟินน์

ทำไมต้องขายฝากกับสมาร์ทฟินน์ Smartfinn คือคนกลางที่จัดพื้นที่ให้พบปะระหว่างผู้ขายฝากและผู้ซื้อฝากอย่างเป็นธรรม ผู้ขายฝากคือผู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นของตนเอง และมีความต้องการใช้เงินเร่งด่วน โดยมีข้อจำกัดด้านความสามารถในการกู้ผ่านสถาบันการเงิน ผู้ซื้อฝากคือผู้ที่สนใจที่จะเพิ่มมูลค่าเงิน ด้วยการนำเงินมาลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ไม่ชอบความเสี่ยง และความยุ่งยาก

ทำไมขายฝากกับสมาร์ทฟินน์ต้องใช้โฉนดที่ดิน (น.ส. ๔ จ) เท่านั้น
ทำไมขายฝากกับสมาร์ทฟินน์ต้องใช้โฉนดที่ดิน (น.ส. ๔ จ) เท่านั้น

ทำไมขายฝากกับสมาร์ทฟินน์ต้องใช้โฉนดที่ดิน (น.ส. ๔ จ) เท่านั้น โฉนดที่ดิน (น.ส. ๔ จ) เป็นเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่าสมบูรณ์ และยืนยันตรวจสอบได้ว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิหลักทรัพย์ที่แท้จริง เนื่องจากเอกสารแสดงสิทธิประเภทอื่นๆนั้น ยังไม่สามารถนับได้ว่าเป็นโฉนดที่ดินโดยสมบูรณ์ ที่สามารถทำการโอนกรรมสิทธิ์ จำนอง ให้แก่ผู้อื่นได้

ต้องการเงินด่วน ติดบูโร แต่มีอสังหาฯ
ต้องการเงินด่วน ติดบูโร แต่มีอสังหาฯ

สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์มแมชชิ่งขายฝาก กับ นักลงทุน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถขอกู้ธนาคารและ มีหลักทรัพย์เป็น บ้าน คอนโดฯ อาคารพาณิชย์ ที่ดินโรงแรม พิจารณาวงเงินจากหลักทรัพย์ ไม่เช็คสถานะทางการเงิน(บูโร) การทำขายฝาก เหมาะกับใคร เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้เงินเร่งด่วน เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านเครดิต

การขายฝาก VS การฝากขาย
การขายฝาก VS การฝากขาย

การขายฝาก VS การฝากขาย ฟังดูอาจมีความคล้าย หลายคนสับสนกับสองคำนี้ ระหว่าง “ขายฝาก” กับ “ฝากขาย” ว่าเหมือนกันหรือไม่ ซึ่งจริงแล้วทั้งสองคำความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง SMARTFINN จะมาบอกถึงความแตกต่างของทั้งสองคำ

ขายฝาก ทำยังไงไม่ให้สัญญาขายฝากหลุด?
ขายฝาก ทำยังไงไม่ให้สัญญาขายฝากหลุด?

ขายฝาก ทำยังไงไม่ให้สัญญาขายฝากหลุด ? หลายครั้งที่การทำธุรกิจอาจประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน หรือบุคคลมีความจำเป็นต้องใช้เงินแบบเร่งด่วน ได้ดำเนินการขายฝากทรัพย์กับผู้รับซื้อฝากแล้ว และเกิดความกังวลว่าสัญญาขายฝากจะหลุดอันเกิดจากหลายๆ ปัจจัย เช่น ลืมกำหนดครบสัญญา , ขาดส่ง หรือ ไม่มีเงินมาไถ่ถอนคืน , ไม่สามารถติดต่อผู้รับซื้อฝากได้เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน เป็นต้น ถ้าหากปล่อยให้สัญญาขายฝากหลุดอาจเกิดปัญหาหรืออาจส่งผลร้ายทำให้ทรัพย์หลุดมือไปเป็นของคนอื่นได้ ดังนั้น ทาง SMARTFINN จะมาแนะนำการลดปัญหาอันเกิดจากสัญญาขายฝากหลุด

เอกสารคำแนะนำเกี่ยวกับการขายฝากสำหรับผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝาก
เอกสารคำแนะนำเกี่ยวกับการขายฝากสำหรับผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝาก

๑. ขายฝาก คือ สัญญาซื้อขายซึ่ง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อทันทีที่จดทะเบียนโดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ภายในเวลาที่กำหนดต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีและไม่เกินสิบปี นับแต่วันที่จดทะเบียนขายฝาก(มาตรา ๑๐) กำหนดเวลาไถ่นี้เป็นเรื่องของช่วงเวลา เช่น ขายฝาก มีกำหนด ๒ ปีผู้ขายฝากจะไถ่คืนเมื่อใดก็ได้ ไม่ต้องรอจนครบ ๒ ปี แต่ถ้าผู้ขายฝากไม่ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินภายในกำหนดเวลา ย่อมหมดสิทธิ์ไถ่ทรัพย์สินนั้นอีกต่อไป (เว้นแต่จะเป็นกรณีตกลงซื้อขายใหม่) และมีผลทำให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ซื้อฝากโดยเด็ดขาด

ขายฝากคืออะไร ?
ขายฝากคืออะไร ?

ทำไมต้อง ขายฝาก ? ที่ผู้คนเลือกขายฝากทรัพย์สินกันนั้น เพราะมีความจำเป็นทางการเงิน ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แล้วผู้ให้กู้ มักเรียกให้นำทรัพย์สินหรือบุคคลมาค้ำประกันการชำระหนี้ด้วย เช่นการให้นำทรัพย์สินมาจำนองหรือจำนำ และหาบุคคลมาค้ำประกัน แต่บ่อยครั้งที่หลักประกันเหล่านี้ ไม่สามารถช่วยรับรองได้ว่า ผู้ให้กู้จะได้รับชำระหนี้ ผู้ให้กู้ส่วนใหญ่จะสบายใจกว่า ถ้าผู้ที่ต้องการเงินนำทรัพย์สินมาขายฝาก (ค้ำประกันวงเงิน) แทน

วิธีขายในราคาที่อยากขาย และได้เงินในเวลาที่อยากได้ ด้วยการขายฝากก่อนขายจริง
วิธีขายในราคาที่อยากขาย และได้เงินในเวลาที่อยากได้ ด้วยการขายฝากก่อนขายจริง

วิธีขายในราคาที่อยากขาย และได้เงินในเวลาที่อยากได้ ด้วยการขายฝากก่อนขายจริง ปกติแล้วหากต้องการขายอสังหาฯในเวลาสั้นๆมีความต้องการใช้เงินเร่งด่วน มักหาผู้ซื้อได้ยาก และไม่รู้ว่าจะขายได้เมื่อไหร่ ส่วนราคาขายก็โดนต่อรองราคาให้ขายถูกมากกว่าความเป็นจริง จะดีกว่าไหมถ้าท่านใช้วิธีขายฝาก เพื่อช่วยให้ท่านสามารถขายทรัพย์สินได้ในราคาที่อยากขายจริงๆ และยังได้เงินสดภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว ขายฝากก่อนขายจริง ทำอย่างไร?

ขายฝากก่อนขายจริง เพื่อเงินทุนอย่างเร่งด่วน
ขายฝากก่อนขายจริง เพื่อเงินทุนอย่างเร่งด่วน

ทำไมต้องคิด ขายฝากก่อนขายจริง เพื่อเงินทุนอย่างเร่งด่วน คืออะไร สำหรับท่านที่มีความต้องการในการขายขาดอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ที่ดินเปล่า หรือแม้กระทั่ง หอพัก อพาร์ทเม้นท์ โรงแรม หรือโรงงานเป็นต้น ด้วยเหตุผลต่างๆนานา เพื่อนำเงินมาเสริมสภาพคล่องในการทำธุรกิจ ต้องการลงทุนใหม่ หรือชำระคืนหนี้สินเพราะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว จึงจำใจจะต้องขายเพื่อให้หมดภาระไป แต่ว่าเมื่อตัดสินใจจะขายจริงๆแล้วมักพบปัญหาของการขายขาดอสังหาริมทรัพย์ ตัวอย่างเช่น

ประสบการณ์จริง จาก ผู้ขายฝาก ผ่านทาง Smartfinn
ประสบการณ์จริง จาก ผู้ขายฝาก ผ่านทาง Smartfinn

คุณนิพนธ์ เป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการSMEs ที่เลือกการขายฝากเป็นช่องทางในการแก้ปัญหาสภาพคล่องทางธุรกิจและทำไมจึงเข้ามาทำการขายฝากกับทาง Smartfinn? วันนี้ทาง Smartfinn ขอนำเสนอประสบการณ์จริงเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับ ผู้ที่ต้องการขายฝาก

ศึกษาก่อนขายฝาก : สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงิน
ศึกษาก่อนขายฝาก : สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงิน

ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินเนื่องจากมีปัญหาทางด้านเครดิตหรือขาดคุณสมบัติการขอสินเชื่อตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร แต่มีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนกับธุรกิจและมีหลักทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าปัจจุบันรูปแบบการให้กู้ยืมหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นในรูปของเงินด่วน จำนองหรือขายฝาก แต่หากผู้ใช้บริการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรับบริการดังกล่าวอาจทำให้ตกเป็นเหยื่อ และถูกเอารัดเอาเปรียบได้ ในวันนี้ทางสมาร์ทฟินน์ขอหยิบประเด็นเรื่องการขายฝาก มาเป็นเกร็ดความรู้เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจก่อนจะทำสัญญาขายฝากกับใคร การขายฝากคือการซื้อขายอย่างหนึ่งซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกเป็นของผู้ซื้อฝากทันที แต่มีข้อตกลงว่าผู้ขายฝากสามารถไถ่ถอนทรัพย์สินคืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยข้อตกลงให้ไถ่ถอนทรัพย์สินที่ขายฝากคืนนั้น จะต้องตกลงกันในขณะทำสัญญาขายฝากเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย ที่ผู้ขายฝากมักถูกเอารัดเอาเปรียบก็คือเรื่องการกำหนดสินไถ่ขายฝาก แต่เดิมผู้ขายฝากและผู้ซื้อฝากสามารถตกลงกันได้ว่าจะกำหนดสินไถ่จำนวนเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นอัตราที่สูงกว่าวงเงินที่ปล่อยกู้ โดยปกติที่กฎหมายได้ควบคุมคือห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งต่อมากฎหมายได้มีการแก้ไขว่าถ้าไม่กำหนดสินไถ่ขายฝากไว้ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝาก หรือถ้ากำหนดสินไถ่ขายฝากกันไว้จะต้องกำหนดไม่เกินราคาขายฝากรวมกับประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี เท่านั้น อีกทั้งปัญหาเรื่องการกำหนดเวลาไถ่ถอน หากมีการตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือว่าได้มีการขยายเวลากันและต้องนำไปจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่และต้องตกลงกันก่อนครบกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน ด้วยผู้ขายฝากจึงต้องระวังเป็นอย่างยิ่งเพราะหากละเลยหรือทำสัญญาขายฝากโดยลืมคำนึงถึงความสามารถในการไถ่ถอน อาจทำให้ทรัพย์สินที่ขายฝากไว้นั้นหลุดมือไปได้ ดังนั้นผู้ขายฝากจึงจำเป็นต้องนำเงินสินไถ่ไปชำระแก่ผู้ซื้อฝากภายในระยะเวลาที่ระบุในสัญญาต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อทำการไถ่ถอน นอกจากนี้หากผู้ซื้อฝาก ไม่ยอมรับสินไถ่ ผู้ขายฝากต้องนำเงินที่ต้องชำระไปติดต่อขอวางทรัพย์ที่สำนักงานวางทรัพย์กรมบังคับคดี ในกรณีต่างจังหวัดจะตั้งอยู่ที่กรมบังคับคดีจังหวัดหรือศาลจังหวัด เพียงเท่านี้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากก็จะกลับมาเป็นของผู้ขายฝากตามเดิม ตั้งแต่เวลาที่ผู้ขายฝากได้ชำระเงินค่าสินไถ่ หรือวางทรัพย์ตามกำหนดระยะเวลาของสัญญา แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าท่านใช้บริการของสมาร์ทฟินน์ ทางบริษัทจะมีการช่วยดูแลติดตามทั้งฝั่งผู้ขายฝาก และ ผู้ซื้อฝาก ให้กับท่าน เพราะสมาร์ทฟินน์ต้องการสร้างความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

สิ่งที่ต้องระวังในการทำสัญญาขายฝาก
สิ่งที่ต้องระวังในการทำสัญญาขายฝาก

สัญญาขายฝากคืออะไร ขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อขายฝากไปแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน จะตกไปยังผู้ซื้อฝาก เพียงแต่มีข้อตกลงกันว่า ผู้ขายฝากสามารถไถ่ทรัพย์สินนั้นคืนได้ภายในเวลาที่ตกลงกัน ดังนั้นก่อนทำสัญญาขายฝาก ควรสอบถามรายละเอียด เรื่องสัญญาขายฝากว่า เป็นเช่นไร และมีการสอบถามเรื่องดอกเบี้ย ว่าคิดดอกเบี้ยเท่าใดต่อปี หรือ ถ้าแจ้งมาเป็นเดือน ให้นำมาคิดว่าตกปีละเท่าไร ตัวอย่างเช่น คิดดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน เท่ากับคิดเป็นดอกเบี้ยร้อยละ 36 ต่อปีเลยทีเดียว และ ต้องชำระอย่างไร และวงเงินที่จะได้รับนั้น เป็นการคิดราคาจากราคาซื้อขายในตลาด หรือคิดราคาจากกรมธนารักษ์ ควรสอบถามรายละเอียดให้ชัดเจน ก่อนที่จะตกลงทำสัญญาขายฝากกัน ซึ่งการจะทำสัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์นั้น จะต้องทำสัญญา ณ กรมที่ดิน ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่ดินเท่านั้น ควรศึกษาและ ทำความเข้าใจให้ตรงกัน สมาร์ทฟินน์ มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความเป็นธรรมในระบบการขายฝากในประเทศไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEsไทย ในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมและใกล้เคียงกับสถาบันการเงิน ให้ SMEs ไทยสามารถดำเนินธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้เดินหน้าต่อไปได้

ลงทุนขายฝากอสังหาริมทรัพย์
ลงทุนขายฝากอสังหาริมทรัพย์

การรับขายฝากอสังหาริมทรัพย์เป็นช่องทางทำรายได้รูปแบบหนึ่งที่นิยมทำกันมานานแล้วในบ้านเรา หลายท่านอาจไม่คุ้นกับประเภทธุรกรรมขายฝาก จริงๆแล้วการขายฝากคือการขายทรัพย์สินรูปแบบหนึ่งแต่จะมีเงื่อนไขผูกมัดระหว่างผู้ขายฝากและผู้ซื้อ โดยกำหนดระยะเวลาที่เจ้าของซึ่งเป็นผู้ขายฝากจะมีสิทธิ์ซื้อคืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทรัพย์สินทุกประเภทสามารถนำมาขายฝากได้ แต่ที่นิยมทำกันแพร่หลายที่สุดก็คืออสังหาริมทรัพย์เช่น ที่ดิน บ้านและสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะถือกันว่าอสังหาริมทรัพย์มีค่ามั่นคงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นแถมถือครองไว้นานๆยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย การขายฝากอสังหาริมทรัพย์จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานที่ดินและผู้ขายฝากจะต้องส่งมอบโฉนดที่ดินแก่ผู้ซื้อฝากด้วยเสมอจึงจะมีผลในทางกฎหมาย ความตั้งใจของสมาร์ทฟินน์ คือช่วยสร้างความยุติธรรมทั้งสองฝ่ายโดยการสร้างแพลตฟอร์มแมชชิ่งการขายฝากอสังหาริมทรัพย์กับนักลงทุน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนและช่วย SMEs ให้มีสภาพคล่อง สามารถติดตามดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.smartfinn.co.th

การขายฝาก
การขายฝาก "เมื่อเจ้าหนี้วิ่งหนีลูกหนี้"

สัญญาขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งที่เมื่อทำสัญญากันแล้วกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นจะตกไปเป็นของผู้รับซื้อฝากทันที เพียงแต่มีเงื่อนไข ว่าผู้ขายฝากสามารถไถ่ถอนทรัพย์สินนั้นในเวลาที่กำหนด และต้องทำตามแบบของกฎหมาย คือต้องทำเป็นหนังสือและไปจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ถ้าไม่ทำตามแบบ ถือเป็นโมฆะ สัญญาขายฝาก กฎหมายกำหนดระยะเวลาในการไถ่ถอน ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ กำหนดสูงสุดสิบปี นับแต่เวลาซื้อขาย ประเด็นปัญหาที่มักจะเกิดกับสัญญาประเภทนี้ คือ การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ครับ การที่เราจะเอาที่ดินไปขายฝากใคร ส่วนมากร้อนเงินทั้งนั้น และคนที่เขารับซื้อฝาก ก็จะรับซื้อในราคาที่ต่ำว่าความเป็นจริง (เป็นเรื่องธรรมดา) ถ้าผู้ขายฝาก ไม่มีเงินไปไถ่ตามกำหนด อันนี้ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะผู้รับซื้อฝากเขาได้ทรัพย์ที่มีมูลค่ามากกว่าหนี้สิน ส่วนผู้ขายฝากก็รู้ตัวเองว่าผิดเอง ต้องยอมรับความจริง... ปัญหาจะเกิดทันที ถ้าผู้ขายฝากพร้อมจะชำระหนี้ไถ่ถอนตามสัญญา แต่ผู้รับซื้อฝากกลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับชำระหนี้ ซึ่งจะมีผลทำให้ทรัพย์สิน หรือที่ดินที่ขายฝากนั้นตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับซื้อฝากทันที ตรงนี้แหล่ะ ที่ผมได้รับฟังมาเยอะ บางทีก็สายเกินแก้แล้ว ชาวบ้านชาวช่องไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้จะทำยังไง เงินก็มีพร้อมไถ่ถอนตามกำหนด แต่หาคนรับซื้อไม่เจอ กว่าจะยอมมาหาทนายความ ก็ทำอะไรแทบไม่ได้แล้ว ผมขอเรียนนะครับว่า ถ้าเกิดกรณีเช่นนี้กับท่าน หรือญาติพี่น้องท่าน ให้เอาเงินสินไถ่ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ กรมบังคับคดีนะครับ อย่าปล่อยให้ผ่านไปเฉย ๆ ผลของการวางทรัพย์ ภายในกำหนดสัญญา จะทำให้ลูกหนี้ หลุดจากหนี้ที่ต้องชำระ ในที่นี้ก็หมายถึงที่ดินของเราก็จะไม่ตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อ เรื่องนี้ชาวบ้านหลายท่านไม่ทราบจริง ๆ น่าเห็นใจมาก ผมแค่อยากบอกให้ทุกคนรู้ว่ามันแก้ไขได้ครับ ถ้าเขาไม่ยอมให้เราจ่าย มีวิธีแก้ครับ อย่าปล่อยให้ทรัพย์สินหลุดมือไป ติดต่อสอบถามได้ที่... สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เลขที่ 189/1 ถนนบางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ กรุงเทพมหานคร โทร.02-881 4999 ต่างจังหวัดก็ติดต่อที่สำนักงานวางทรัพย์ในเขตของท่าน ถ้าไม่มีให้ติดต่อที่ศาลในเขตจังหวัดของท่าน หรือปรึกษาทนายความใกล้บ้านท่าน ก่อนจะพ้นกำหนดไถ่ถอนตามสัญญา จะดีมากครับ แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปทันทีครับ ถ้าให้ทาง สมาร์ทฟินน์ โซลูชั่นส์ ดูแลการขายฝากให้กับท่าน เพราะเราคือแพลตฟอร์ม ที่เข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะด้านนี้โดยตรง ดังนั้นผู้ขายฝากปลอดภัยเมื่อมาขายฝากกับทางสมาร์ทฟินน์ ติดต่อสอบถามผ่านทางเว็บนี้ได้เลยครับ ส่วนคำแนะนำแนวทางในการปฏิบัติด้านการวางทรัพย์ เข้าไปที่ Link ของกรมบังคับคดี ด้านล่างนี้ดูครับ

Happy Investor ทำไมขายฝาก จึงดีต่อใจนักลงทุน
Happy Investor ทำไมขายฝาก จึงดีต่อใจนักลงทุน

อสังหาริมทรัพย์ คือ สินทรัพย์ ที่มีค่ามูลค่าสูง แต่คนที่มีสินทรัพย์เป็นอสังหาฯ บางทีก็ปวดใจ เพราะเหมือนมีเงินแต่ใช้ไม่ได้ เพราะไม่ได้อยากขาย บางทีอยากใช้เงินหมุนแค่นิดเดียว แป๊บเดียว ทั้งๆที่มี สินทรัพย์มูลค่ามากกว่าเงินที่จำเป็นต้องใช้ตั้งเยอะ แต่กลับยืมเงินจากคอนโดหรือที่ดินที่มีมูลค่ามากๆออกมาใช้ไม่ได้ จริงๆ มีรูปแบบการยืมเงินจากสินทรัพย์ที่เรามี เพื่อมาใช้ในวงเงินและเวลาที่เรากำหนดได้นะ นั่นก็คือการ “ขายฝาก” ย้ำว่า “ขายฝากนะ ไม่ใช่ฝากขาย” ขายฝาก คือการนำทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน คอนโด บ้าน ทาวเฮาส์ โรงงาน ของเรา ไปตกลงขายฝากไว้กับ ผู้ซื้อฝาก โดยมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี ในราคาวงเงินที่ต่ำกว่าราคาตลาดหรือราคาประเมิน โดยเมื่อถึงกำหนดเวลาแล้ว ผู้ซื้อฝากและผู้ขายฝาก ก็จะทำการ คืนเงินและโอนทรัพย์ชิ้นนั้นคืนกัน ถ้าคุณเป็นเจ้าของเงินที่จะรับขายฝาก
 1. ไม่ต้องห่วงว่าราคาจะผิด เพราะที่นี่จะต้องใช้ราคาประเมิน จากบริษัทประเมินที่ ได้รับการรับรองจาก กลต.เท่านั้น 
 2. ทรัพย์สินที่จะรับ ทาง SmartFinn จะประเมินเบื้องต้นก่อนแล้วว่าเป็นทรัพย์ดีงาม ไม่ต้องกลัวติดมือ หากติดมือ ก็ขายได้แน่นอน 3. ทำเอกสารทุกอย่าง ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ต้องกลัวเรื่องโดนโกง 4. ได้ดอกเบี้ยในอัตรา 9% ต่อปี ดีกว่าหลายๆการลงทุน โดยที่คุณได้ถือโฉนดไว้ในมือให้อุ่นใจ ถ้าคุณเป็นเจ้าของทรัพย์ 
 1. คุณจะเสียดอกเบี้ย แค่ 9% เท่านั้น ไม่ใช่ 24 หรือ 36% แบบทั่วไป 2. ขายฝากได้ 1-10 ปี 3. ทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่ต้องกลัวเรื่องโดนเบี้ยว 4. ได้วงเงินสูงสุดถึง 70% ของวงเงิน 5.ถ้าคุณติดเงินนอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงๆคุณควรเปลี่ยนมาใช้วงเงินที่โดนดอกเบี้ยต่ำกว่ามากๆ เพื่อเหลือเงินหมุนไว้บริหารได้ดีขึ้น นี่ครับ! ผมมี SmartFinn มาฝากครับ รูปแบบการทำธุรกรรมขายฝาก ออนไลน์ ที่ win-win ทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าคุณมีที่ดิน คอนโด บ้าน หรือ อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่อยากเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อมาบริหารจัดการโดยที่ไม่ได้อยากขายไป ลองเอาทรัพย์สินที่คุณมีมาลงทะเบียนที่นี่ครับ www.smartfinn.co.th/register?p=3 น่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่แก้ปัญหาให้คุณได้ จริงๆ !

สมาร์ทฟินน์ เว็บขายฝาก ช่วย SMEs แก้ปัญหาเงินช็อต
สมาร์ทฟินน์ เว็บขายฝาก ช่วย SMEs แก้ปัญหาเงินช็อต

ปัญหายากสุดในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเราๆ เชื่อว่าทุกคนคงตอบได้ตรงกันว่า เรื่องคู่แข่ง พัฒนาสินค้า การหาช่องทางการขาย หรือเรื่องการตลาด ล้วนแต่เรียนรู้ ฝึกฝนพัฒนากันได้ แต่ปัญหาใหญ่และยากสุด หนีไม่พ้นเรื่องเงิน เมื่อไหร่ก็ตามที่ประสบปัญหาเงินช็อต ขาดสภาพคล่อง หมุนเงินไม่ทัน ถ้าแก้ไม่ทันท่วงที กลายเป็น “จุดอ่อน” ที่ทำให้ธุรกิจสะดุด ล้มหายตายจาก แม้ว่าจะมีสินค้าดี มีฝีมือในการขายเลอเลิศแค่ไหนก็ตาม เป็นที่มาของแรงบันดาลใจที่ทำให้ คุณอ้อย-ปริสุทธิ์ รัตนมหาวงศ์ จับมือกับเพื่อนสมัยมัธยม “คุณมด-ปฏิมากร ใจอ่อน” พร้อมกับหุ้นส่วนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอีกท่าน ก่อตั้งธุรกิจขายฝาก โดยสร้างแพลตฟอร์มเป็นตัวกลางในการรับขายฝากทรัพย์สิน เพื่อช่วยแก้ปัญหาขาดสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายใต้บริษัท สมาร์ทฟินน์ โซลูชั่นส์ จำกัด “ด้วยความที่อ้อยคุ้นเคยกับการทำธุรกิจมาตั้งแต่เรียนจบ เริ่มจากทำธุรกิจเสื้อผ้า รับจ้างผลิตเสื้อผ้าตามคำสั่งซื้อ ก็เลยมีประสบการณ์ เจอกับปัญหาขาดสภาพคล่องในการทำธุรกิจด้วยตัวเอง จำได้ว่า ช่วงที่เสื้อเหลืองได้รับความนิยม ประชาชนแห่กันหาซื้อเสื้อเหลืองมาสวมใส่เพื่อเฉลิมฉลองมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษารัชกาลที่ 9 บริษัทได้ออร์เดอร์ผลิตเสื้อเหลืองล็อตใหญ่มาก ซึ่งจำเป็นต้องสั่งซื้อผ้าสีเหลืองมาเตรียมไว้ ปรากฏว่า เราไม่มีเงินพอ และต้องเร่งหาให้ได้โดยด่วน ไม่เช่นนั้น จะผลิตเสื้อไม่ทัน อีกทั้งผ้าเหลืองขาดตลาด จำเป็นต้องใช้เงินสดในการสั่งซื้อ รู้ได้เลยว่า ตอนนั้นเราต้องวิ่งวุ่นแลกเช็คเพื่อหาเงินมาให้ได้ กว่าจะแก้ปัญหาได้แทบแย่” จุดเริ่มต้นของสมาร์ทฟินน์ (Smartfinn) ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นสตาร์ตอัพ อีกทั้งยังมีฐานะเป็น “ฟินเทค” (หรือธุรกิจที่มีนวัตกรรมทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย) เกิดขึ้นเมื่อกลางปี 2560 โดยสมาร์ทฟินน์เป็นแพลตฟอร์มกลางในการช่วยจับคู่ระหว่างผู้ต้องการขายฝากสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง คอนโดมิเนียม บ้าน เป็นต้น ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง จะเป็นช่องทางการลงทุนให้กับผู้ที่มีเงินลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ โดยจะได้รับผลตอบแทนในอัตราเฉลี่ย 9 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ซึ่งถือว่าคุ้มค่า ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในอีกหลายๆ ประเภทเสียด้วยซ้ำ คุณปริสุทธิ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วแนวคิดของสมาร์ทฟินน์ ก็เพื่อต้องการเป็นช่องทางในการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องชั่วคราว สามารถนำทรัพย์สินมาขายฝาก ขณะเดียวกัน สมาร์ทฟินน์ก็จะเป็นทางเลือกในการลงทุนให้กับนักลงทุน ขั้นตอนของการทำงาน สมาร์ทฟินน์จะพัฒนาระบบขึ้นมา โดยให้ผู้ต้องการใช้บริการเข้ามาลงทะเบียน หลังจากนั้นสมาร์ทฟินน์จะส่งบริษัทกลางเข้าประเมินสินทรัพย์ ซึ่งต้องเป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับ และขึ้นทะเบียนเป็นบริษัทประเมินของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้ราคาขายฝากเป็นที่เชื่อมั่น และได้รับการยอมรับจากทั้ง 2 ฝ่าย จากนั้นเราก็จะตรวจสอบสินทรัพย์และคัดกรองอีกรอบ แล้วส่งให้ผู้สนใจลงทุนพิจารณาคัดเลือก เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายตกลงทำธุรกรรมกัน ก็จะนัดหมายเซ็นสัญญากันที่กรมที่ดิน โดยสมาร์ทฟินน์จะได้รับค่าตอบแทนในรูปของค่าธรรมเนียมในอัตรา 3.99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่า เป็นอัตราที่ถูกกว่าค่าธรรมเนียมการเป็นนายหน้าขายฝากโดยทั่วไป สมาร์ทฟินน์เริ่มดำเนินธุรกิจมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2560 เพียงแค่ไม่ถึงปี ได้รับการตอบรับจากทั้งนักลงทุนและเอสเอ็มอีที่ต้องการหาสภาพคล่อง มีธุรกรรมเกิดขึ้นแล้วกว่า 100 ล้านบาท ด้าน คุณปฏิมากร ให้ข้อมูลว่า สำหรับอัตราดอกเบี้ยปีละ 9 เปอร์เซ็นต์ที่ผู้ขายฝากต้องจ่าย ถือว่า ถูกมาก เมื่อเทียบกับการกู้เงินจากช่องทางอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการขายฝากโดยทั่วไปที่ทำกันอยู่ จะสูงถึง 24-36 เปอร์เซ็นต์ แถมยังมีระยะเวลาไม่แน่นอน บางรายเจอสั้นๆ แค่ไม่กี่เดือน นอกจากนี้ สมาร์ทฟินน์ยังดูแลให้บริการเตือนเมื่อใกล้ครบกำหนดอายุขายฝาก เพื่อให้ผู้ขายฝากมีเวลาเตรียมตัว ป้องกันปัญหาทรัพย์ถูกยึดไป เพราะเรายึดหลักการที่ว่า การขายฝากเป็นเพียงการแก้ปัญหาขาดเงินชั่วคราว ไม่ใช่การขายขาด เพราะทรัพย์จะได้ราคาเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินที่ได้รับการประเมิน จึงไม่ควรปล่อยให้ถูกยึด ขณะที่ทางฝั่งผู้ลงทุน ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกหลอก เพราะเราจะประเมินเบื้องต้นเสียก่อนว่า เป็นทรัพย์ที่ดี ไม่มีปัญหาจริงๆ เอกสารทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อัตราผลตอบแทนที่ได้รับก็ถือว่าดีกว่าลงทุนทางอื่น และที่แน่ๆ ก็คือ สูงกว่าการฝากเงินกินดอกเบี้ย หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ ผู้ขายฝากไม่มาไถ่ถอน ทำให้เกิดกรณีทรัพย์ติดมือ ก็สามารถขายต่อ หรือนำทรัพย์ไปพัฒนาต่อได้อย่างแน่นอน เพราะเป็นทรัพย์ที่ดี ได้ราคาต่ำกว่าท้องตลาด อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เปิดทำธุรกิจมา ยังไม่มีกรณีที่ผู้ขายฝากผิดนัด ไม่มาไถ่ถอน มีแต่ไถ่ถอนก่อนกำหนดแทบทั้งสิ้น “การที่เรามาทำธุรกิจนี้ นอกจากได้ช่วยธุรกิจที่ขาดเงินในช่วงสั้นได้รับเงินไปหมุนเวียนและแก้ไขปัญหา ดีกว่าไปกู้หนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูงมาก แล้วก็ถือว่าเป็นความสุขทางใจถือว่าเป็นการได้ทำบุญ เพราะมีอยู่กรณีหนึ่งที่ผู้นำทรัพย์มาขายฝากพยายามหาเงินทุกทางแล้วไม่ได้ และเมื่อมาเจอแพลตฟอร์มขายฝากของสมาร์ทฟินน์ ก็นำทรัพย์มาเสนอและผู้ลงทุนให้ความสนใจลงทุนทันที ซึ่งทำให้เขาสามารถนำเงินไปคืนหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงมากได้ ซึ่งเราเห็นเขาดีใจมาก” ถือได้ว่า สมาร์ทฟินน์ เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งหลาย ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับธุรกิจ ด้วยคอนเซ็ปต์การทำสินทรัพย์ที่มีอยู่ มาเปลี่ยนเป็นเงิน ผ่านช่องทางแพลตฟอร์มของสมาร์ทฟินน์ เพียงแค่คลิกไปที่ www.smartfinn.co.th พร้อมกับลงทะเบียน แค่นี้…ปัญหายุ่งๆ เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็จะหมดไป!!

การขายฝาก เป็นการกู้เงินในระบบหรือนอกระบบ?
การขายฝาก เป็นการกู้เงินในระบบหรือนอกระบบ?

สมาร์ทฟินน์ : การขายฝากเป็นการกู้เงินประเภทหนึ่งในระบบระหว่างบุคคล(หรือนิติบุคคล) โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เนื่องจากต้องทำนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดิน และมีกฎหมายรองรับถูกต้อง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของการขายฝากก็คือ การคิดดอกเบี้ยสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากผู้ขายฝากไม่มีทางเลือกมากนัก และอีกปัญหาสำคัญก็คือเงื่อนเวลาของสัญญาขายฝาก ที่นายทุนทั่วไปในปัจจุบันจะกำหนดไว้สั้นๆเพียงแค่ 3-6 เดือน ทำให้เป็นไปได้ยากที่จะสามารถไถ่ถอนทรัพย์สินคืนได้ ทั้งสองประเด็นหลักนี้ ทำให้การขายฝากถูกมองในภาพลบ และถูกเข้าใจว่าเป็นการกู้เงินนอกระบบ

P2P Lending best deal financial platform
P2P Lending best deal financial platform

การขายฝากถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคล โดยใช้อสังหาริมทรัพย์ในการค้ำประกันการกู้ยืมเงินมาเป็นเวลามากกว่า 60 ปี ซึ่งเป็น P2P lending รูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เกิดขึ้นมานานแล้วก่อนยุคที่ P2P lending จะออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน การขายฝากที่ผ่านมา ผู้ขายฝากจะค่อนข้างเสียเปรียบและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทั้งที่เป็นการกู้เงินแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เนื่องจากภาระดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง และระยะเวลาสัญญาขายฝากที่ค่อนข้างสั้น ทำให้ไม่สามารถนำเงินมาชำระเพื่อไถ่ถอนการขายฝากได้ สมาร์ทฟินน์ นำจุดเด่นของ P2P lending ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์แบบมีเงื่อนไขเป็นตัวค้ำประกัน ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับทั้งทางฝ่ายนายทุนและฝ่ายผู้ขายฝาก ในขณะเดียวกันสมาร์ทฟินน์ พัฒนาการขายฝากแบบเดิมโดยสร้างแพลตฟอร์มกลางขึ้นมา เพื่อให้ฝ่ายผู้ขายฝาก ได้เข้าถึงนายทุนกลุ่มใหม่ ที่จะช่วยทำให้ภาระดอกเบี้ยของผู้ขายฝากลดลงมากกว่า 50%     สมาร์ทฟินน์ได้เสริมข้อมูลการประเมินทรัพย์สิน เพื่อช่วยให้ได้ราคาขายฝากที่ดีขึ้น รวมทั้งกำหนดระยะเวลาขายฝากขั้นต่ำที่ 1ปี และสามารถต่อรองระยะเวลาการขายฝากกับผู้ซื้อได้ยาวขึ้น  เพื่อผู้ขายฝากจะมีเวลาแก้ปัญหาสภาพคล่องมากพอที่จะไถ่ถอนทรัพย์สินคืน  หรือมีเวลามากขึ้นในการจัดการขายทรัพย์สินที่นำมาขายฝาก และเหลือเงินสดบางส่วนหลังจากการไถ่ถอน           ทั้งนี้เพื่อเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกของทั้งผู้กู้ และผู้ฝากหรือผู้ลงทุน ในโลกปัจจุบันที่กำลังก้าวข้ามคนกลาง ไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมคู่ค้าหรือคู่สัญญาหรือuser ให้สามารถทำธุรกรรมได้โดยตรงมากขึ้น

การขายฝาก vs โรงรับจำนำ
การขายฝาก vs โรงรับจำนำ

โรงรับจำนำอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน การไปจำนำทรัพย์สินที่โรงรับจำนำ เป็นเรื่องที่คนทั่วไปยอมรับหลักการและเข้าใจกระบวนการได้ง่าย ซึ่งแน่นอนว่าการจำนำนั้นสามารถช่วยเหลือสภาพคล่องให้ในการใช้จ่ายประจำวัน หรือ การลงทุนระดับเล็ก (Micro SME) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนทรัพย์สินที่ได้ราคารับจำนำสูงสุดก็คือทรัพย์สินประเภททองคำ ซึ่งจะได้ราคารับจำนำสูงถึง 80 - 85% ของราคาทองคำ ณ ขณะนั้น ส่วนเรื่องระยะเวลาตามตั๋วจำนำ ก็อยู่ระหว่าง5-6เดือน ถ้าถึงกำหนดแล้วยังไม่ต้องการไถ่ถอน ก็สามารถไปจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยและและต่อสัญญาตามตั๋วจำนำออกไปได้อีกหนึ่งรอบ ส่วนอัตราดอกเบี้ยก็อยู่ระหว่างร้อยละ 0.75-1.25% ต่อเดือน(9-15%ต่อปี) แต่ถ้าครบกำหนดตามตั๋วจำนำและไม่มาต่อดอกเบี้ยหรือไถ่ถอนคืน ทรัพย์สินนั้นก็จะหลุดจำนำและตกเป็นของโรงรับจำนำตามขั้นตอนและกฎหมายที่ระบุไว้โดยสมบูรณ์ การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ของ Smartfinn ก็มีลักษณะหลายอย่างคล้ายกับการจำนำ ได้แก่ 1. ราคาขายฝากได้รับการประเมินจากบริษัทประเมินที่มีมาตรฐานเป็นธรรมต่อราคาสินทรัพย์ผู้มาขายฝาก 2. มีการกำหนดระยะเวลาขายฝาก 1-3 ปี หรือตามแต่คู่สัญญาตกลงกัน ถ้ามาไถ่ถอนก่อนครบกำหนดเวลาก็จะได้ทรัพย์สินกลับคืนไป ในขณะที่ การขายฝาก Smartfinn ผู้ขายฝากยังมีสิทธิในการอยู่อาศัย/ทำกิจการในทรัพย์สินของตนเองต่อไปได้จนครบกำหนดไถ่ถอน 3. สามารถต่ออายุการขายฝากได้ แต่มีสิ่งสำคัญที่แตกต่างไปคือ เงื่อนไขในการต่อสัญญาที่ไม่เหมือนกับการไปจำนำทรัพย์สินต่อโรงรับจำนำ 4. Smartfinn ช่วยส่งเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ แปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่ ให้เป็นทุนหรือขยายกิจการได้โดยช่วยเหลือในระดับใหญ่กว่าโรงรับจำนำ คือตั้งแต่ Micro-SME ธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดใหญ่ 5. มีดอกเบี้ยเป็นสิ่งตอบแทนเช่นกัน แต่ดอกเบี้ยขายฝากส่วนใหญ่จะมีอัตราสูงมาก คือตั้งแต่ร้อยละ 1-3 %ต่อเดือน(12-36% ต่อปี) แต่ในขณะที่ Smartfinn ให้บริการดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 0.75% ต่อเดือน (9%ต่อปี) เท่านั้น การขายฝากแตกต่างจากการจำนำ คือ การต้องไปทำการขายฝาก ต้องไปดำเนินการ ณ สำนักงานที่ดิน นั่นเอง โดยจะต้องเสียค่าธรรมเนียมและภาษีให้กับกรมที่ดิน รวมทั้งเมื่อมาไถ่ถอนคืน ก็ต้องมีค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนอีกครั้ง รูปแบบของโรงรับจำนำเป็นที่พึ่งยามยากของคนระดับรากหญ้า เสริมสภาพคล่องทางการเงินได้รวดเร็ว และมีดอกเบี้ยควบคุมโดยรัฐ รวมทั้งมีการกำหนดเงื่อนไขเวลาและเงื่อนไขการต่อสัญญาตั๋วจำนำ ที่มีความยืดหยุ่นพอที่จะให้เวลาแก่ผู้จำนำในการไถ่ถอนทรัพย์สินคืน เพียงแต่โรงรับจำนำใช้ได้กับสังหาริมทรัพย์ เช่น แหวนสร้อยทองคำ โทรศัพท์ เท่านั้น แต่เมื่อเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโด ที่อยู่ในหมวดอสังหาริมทรัพย์ การใช้วิธี "ขายฝาก" จะใกล้เคียงกับโรงรับจำนำ แต่ก็มีความแตกต่างจากการจำนำในโรงรับจำนำ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การกำหนดอายุสัญญาตอนแรกต้องได้รับการยินยอมทั้งสองฝ่าย แต่การขอต่ออายุสัญญาขายฝาก จะเป็นอำนาจการตัดสินใจของผู้ซื้อฝาก 2. ดอกเบี้ยในการขายฝากทั่วๆไป จะสูงกว่าดอกเบี้ยโรงรับจำนำมาก ทำให้มีภาระดอกเบี้ยจำนวนมาก ทำให้หาเงินต้นมาไถ่ถอนทรัพย์สินในเวลาอันสั้นยิ่งเป็นไปได้ยาก 3. จะต้องเสียค่าธรรมเนียมและภาษีให้กับกรมที่ดิน รวมทั้งเมื่อมาไถ่ถอนคืน ก็ต้องมีค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนอีกครั้ง ซึ่งเป็นการทำตามขั้นตอนตามกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ทั้งฝ่ายผู้ขายฝากและฝ่ายนายทุนผู้ให้เงิน การขายฝากกับ Smartfinn ช่วยแก้ปัญหาข้อที่ 1 และ 2 ได้ระดับหนึ่ง โดยการเป็นผู้เชี่ยวชาญในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน กำหนดเงื่อนไขและจำนวนปีในการทำสัญญาขายฝาก ระหว่างนายทุนผู้ให้เงินและผู้ขายฝาก ให้สอดคล้องกับความสามารถในการไถ่ทรัพย์คืนของผู้ขายฝาก รวมถึงอัตราดอกเบี้ย Smartfinn ที่ 9% ต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยเบิกเกินบัญชี(โอดี) ของสถาบันการเงินในระบบ ► www.smartfinn.co.th ► ติดต่อสอบถามข้อมูล Line ID: @smartfinn ► โทร 094-445-7975

ขายฝากก่อนขายจริง อีกช่องทางในการแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน
ขายฝากก่อนขายจริง อีกช่องทางในการแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

เชื่อว่าหลายๆท่านคงมีความประสงค์ในการขายอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ที่ดินเปล่า หรือแม้กระทั่ง หอพัก อพาร์ทเม้นท์ โรงแรม หรือโรงงานเป็นต้น ด้วยเหตุผลต่างๆนานา เพื่อนำเงินมาเสริมสภาพคล่องในการทำธุรกิจ หรือลงทุนใหม่ หรือชำระคืนหนี้สินก็ตาม แต่เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูง ต้องอาศัยการติดประกาศ การโฆษณา หรือขายผ่านนายหน้าต่างๆ   รวมทั้งผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ยังคงต้องอาศัยเงินกู้จากสถาบันการเงินในการซื้อ การขายอสังหาริมทรัพย์จึงมักจะต้องใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่ง แต่บางครั้งผู้ขายก็อยู่ในภาวะที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน หรือมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินก้อนเพื่อการลงทุนอย่างเร่งด่วน การรอเงินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ของตนเอง ก็ไม่สามารถทราบได้ว่าจะขายได้เมื่อไหร่ ผู้ขายอาจลองยื่นขอสินเชื่ออเนกประสงค์จากสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินสดมาใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ก่อนได้ ในกรณีที่ท่านมีเครดิตดี และมีแหล่งที่มาของรายได้ชัดเจนและมากพอครอบคลุมกับยอดผ่อนชำระคืนต่อสถาบันการเงินนั้นๆ  แต่ถ้าท่านไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ การขายฝากรูปแบบใหม่กับสมาร์ทฟินน์ (Smartfinn) อาจช่วยให้ท่านผ่านปัญหาสภาพคล่องทางการเงินได้ระหว่างรอการขายจริงอสังหาริมทรัพย์ของท่าน ขายฝากผ่านสมาร์ทฟินน์ ดอกเบี้ยเพียง 0.75% ต่อเดือน หรือ 9% ต่อปี สัญญาขายฝากเริ่มต้นที่หนึ่งปี และท่านยังคงพักอาศัยอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ได้ตามปกติ สมาร์ทฟินน์เป็น Platform Matching การขายฝากอสังหาฯ กับนักลงทุน และช่วย SMEs ให้มีสภาพคล่องกลางที่ทำให้ผู้กู้และผู้ให้กู้(ซึ่งเป็นผู้ลงทุนทั่วไป ซึ่งอาจฝากเงินกับธนาคาร ลงทุนพันธบัตร กองทุน ฯลฯ) ได้พบเจอกัน และสามารถทำธุรกรรมต่อกันได้โดยตรง โดยใช้กฎหมายขายฝากของรัฐเป็นเครื่องมือที่สร้างความเชื่อมั่นและชัดเจนให้แก่ทั้งสองฝ่าย สนใจดูรายละเอียดและตัวอย่างได้ที่ www.smartfinn.co.th หรือกด ปุ่ม  เพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของเราได้ทันที

ขายฝาก สมาร์ทฟินน์ช่วยคุณรักษาและฟื้นฟูเครดิตของคุณได้อย่างไร
ขายฝาก สมาร์ทฟินน์ช่วยคุณรักษาและฟื้นฟูเครดิตของคุณได้อย่างไร

ในโลกปัจจุบัน เครดิตทางการเงินของทุกคนมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต ทั้งการทำธุรกิจการค้า การลงทุน สำคัญต่อหน้าที่การงาน และการขอสินเชื่อหลากหลายจากสถาบันการเงิน หลายๆท่านที่ใช้บริการสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อธุรกิจ สินเชื่ออเนกประสงค์ สินเชื่อรถยนต์ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล รวมทั้งสินเชื่อบัตรเครดิต ท่านก็มีหน้าที่ต้องผ่อนชำระเงินกู้เหล่านั้นเป็นประจำทุกๆเดือน แต่ในบางช่วงจังหวะของชีวิตของท่าน อาจจะประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง เนื่องจากการขาดรายได้ประจำจากหน้าที่การงานที่ทำอยู่ หรือการเปลี่ยนแปลงของวงจรธุรกิจซึ่งทำให้รายได้ลดลงเป็นผลให้ขาดทุนจากการทำการค้า หรือมีเหตุจำเป็นที่ทำให้ท่านต้องใช้จ่ายเงินก้อนโต และเป็นสาเหตุทำให้สภาพคล่องทางการเงินของท่านเกิดปัญหาขึ้นมา ในกรณีที่ท่านยังมีอสังหาริมทรัพย์อื่นของท่านหรือญาติพี่น้อง ที่สามารถนำมาขายหรือจำนองต่อสถาบันการเงิน เพื่อจะได้เงินสดมาแก้ปัญหาสภาพคล่องได้ ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่หลายๆท่านก็อาจจะไม่สามารถขายอสังหาริมทรัพย์ของตนเองได้ในเวลาอันสั้น หรือไม่สามารถขอสินเชื่อเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินได้ด้วยหลายๆเหตุผล สมาร์ทฟินน์อาจเป็นอีกทางเลือกของคุณที่จะช่วยให้คุณได้เงินสดเพื่อมาเสริมสภาพคล่องของคุณในเวลาไม่นานนัก ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.75% ต่อเดือนหรือ 9% ต่อปี โดยการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ของท่านผ่านแพลตฟอร์มของสมาร์ทฟินน์ เป็นการขายฝากที่ถูกต้องตามกฏหมายขายฝาก ณ สำนักงานเขตที่ดิน โดยท่านสามารถไถ่ถอนอสังหาริมทรัพย์ของท่านคืนตามกำหนดเวลา และสามารถอาศัยอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ของท่านได้ตามปกติในช่วงเวลาการขายฝาก สมาร์ทฟินน์อาจช่วยให้ท่านสามารถหาเงินสดมาเสริมสภาพคล่องได้ทันเวลา และช่วยให้สามารถชำระหนี้สินกับสถาบันการเงินได้ตามกำหนด เพื่อรักษาเครดิตของท่าน หรือนำไปลดหนี้สินบางส่วนหรือทั้งหมดที่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่ากับทางสถาบันการเงิน ซึ่งอาจจะช่วยเสริมสร้างเครดิตของท่านให้ดีขึ้น เมื่อหนี้สินกับสถาบันการเงินลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ สำหรับบางท่านที่มีอสังหาริมทรัพย์ที่ติดภาระจำนองกับสถาบันการเงิน แต่ได้มีการผ่อนชำระมาระยะหนึ่ง จนจำนวนเงินสินเชื่อคงค้างน้อยกว่า 50% ของมูลค่าตลาดของอสังหาริมทรัพย์ของท่าน การขายฝากผ่านสมาร์ทฟินน์ อาจช่วยให้ท่านหมดหนี้สินส่วนนี้กับสถาบันการเงิน ทำให้เครดิตของท่านดูดีขึ้น เพราะยอดหนี้สินและภาระผ่อนต่อเดือนกับสถาบันการเงินส่วนนี้หายไปทั้งหมด ทำให้ท่านสามารถใช้ช่วงเวลาหนึ่งถึงสามปีในการจัดการปัญหา ทั้งหนี้สินและเครดิตของท่านใหม่ทั้งหมด เสมือนการ Re-credit ของท่าน  ท่านอาจจะขายทรัพย์สินบางอย่างเพิ่มเติม หรือปรับเปลี่ยนหน้าที่การงาน ธุรกิจการค้าของท่าน จนมีรายได้มากขึ้น และสามารถนำอสังหาริมทรัพย์ที่ท่านขายฝากนี้ กลับไปกู้เงินกับสถาบันการเงินได้อีกครั้ง ผู้ซื้อฝากหรือผู้ให้กู้จำนวนไม่น้อยที่จะมาซื้อฝากอสังหาริมทรัพย์ของท่านผ่านระบบของสมาร์ทฟินน์ ยินดีกับผลตอบแทน 9% ต่อปี และการได้ถือครองโฉนดเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน รวมทั้งการได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน ในการฝ่าฟันปัญหาทางการเงินในช่วงเวลาที่ลำบากของท่าน สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามดูรายละเอียดและตัวอย่างได้ที่ www.smartfinn.co.th

เปิดปมปัญหา วงการซื้อ-ขายฝาก อสังหาฯ ไทย กับทางเลือกใหม่ในชื่อ SmartFinn
เปิดปมปัญหา วงการซื้อ-ขายฝาก อสังหาฯ ไทย กับทางเลือกใหม่ในชื่อ SmartFinn

หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวของการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ แล้วก็คงสัมผัสได้ถึงภาพเชิงลบจากการที่มีผู้ซื้อฝากเป็นนายทุนที่กดราคาซื้อฝากต่ำ คิดดอกเบี้ยแพง จนในที่สุดผู้ขายฝากก็ต้องสูญเสียทรัพย์สินที่นำมาขายฝาก จนทำให้หน่วยงานของรัฐมีแนวคิดที่จะยกเลิกกฎหมายขายฝาก โดยตัวผู้ขายฝากก็ถูกมองว่าเป็นคนที่มีปัญหาทางการเงิน ทั้งที่มีทรัพย์สิน แต่ไม่มีรายได้ประจำหรือรายได้ที่มากพอที่จะสามารถนำไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ และยังไม่สามารถขายสินทรัพย์ได้ทันที หรือไม่ประสงค์ขายสินทรัพย์นั้นๆ จึงใช้วิธีการขายฝาก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและภาระสูงกว่าการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ทว่าในฝั่งนายทุนผู้รับขายฝาก ทำไมจึงไม่กลัวการขายฝากและยังมีการแข่งขันแย่งลูกค้ากันทางอินเทอร์เน็ตค่อนข้างสูง ก็เพราะธุรกรรมนี้ได้ผลตอบแทนสูง และมีความเสี่ยงน้อยกว่าการให้กู้ยืมด้วยวิธีอื่นๆ หรือถ้าเทียบกันแล้วก็จะคล้ายๆ กับธุรกิจโรงรับจำนำที่มีทรัพย์มาวางและทำให้คิดดอกเบี้ยได้สูงพอสมควร ซึ่งต่างกันกับของวางจำนำที่เป็นอสังหาฯ เมื่อผู้กู้หรือผู้ขายฝากไม่สามารถหาเงินต้นมาคืนได้ตามกำหนด ตัวนายทุนก็จะได้อสังหาฯ นั้นๆ ไปเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ โดยที่ธรรมชาติของนายทุนมักจะให้กู้ยืมในมูลค่า 20-60% ของราคาอสังหาฯ นั้นๆ ซึ่งถ้าสามารถนำไปขายต่อได้ ก็จะมีกำไรส่วนต่างได้มาก นอกเหนือจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บในอัตรา 1.25–20% ต่อเดือน (คิดเป็นปีก็ตก 15–240% ต่อปี) ...นี่คือภาพที่หากจะพูดว่าไม่เป็นธรรม มันก็คงไม่ได้ เพราะเป็นการยินยอมในเงื่อนไขของทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้หรือผู้ขายฝากและผู้ซื้อฝาก ซึ่งในฟากของผู้ขายฝากปัจจุบัน คงจะคิดหนักกับประเด็นนี้ เพราะถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องประสบอยู่ และหากพอสรุปเป็นปัญหาสำคัญก็พอจะเคาะออกมาได้ 3 เรื่อง ได้แก่  การให้วงเงินซื้อขายฝากอสังหาฯ ส่วนใหญ่ ต่ำกว่า 50% ของมูลค่าอสังหาฯ นั้นๆ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่สูงกว่าสถาบันการเงินอย่างมาก (ตามข้อตกลง) การตั้งเงื่อนไขเวลาของสัญญาขายฝากค่อนข้างสั้น เฉลี่ยอยู่ที่ 6 เดือนถึง 1 ปีเท่านั้น   ดังนั้น ถ้าพิจารณาจากปัญหาข้างต้น โดยเฉพาะกับเงื่อนไขในข้อที่ 2 และ 3 บ่งชี้ให้เห็นชัดเลยว่าโอกาสที่ผู้ขายฝากจะสามารถหลุดพ้นจากภาระขายฝากแล้วไถ่ถอนอสังหาฯ ของตนเองกลับคืนไปนั้น ‘แทบจะเป็นไปได้ยากจริงๆ’ ประเด็น คือ ทั้งๆ ที่ผู้ขายฝากส่วนใหญ่รู้ถึงปัญหา แต่ยังกล้าทำการขายฝากอีก?   เหตุผลหลัก ก็เพราะพวกขาเหล่านั้น มีความจำเป็นและไม่สามารถใช้อสังหาฯ ของตนไปกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในระบบด้วยหลายๆ เหตุผล จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้มีผู้ที่มองเห็นปัญหาและพยายามหาโซลูชันเพื่อแก้ไข ซึ่งในปัจจุบันมี ‘สมาร์ทฟินน์’ SmartFinn บริการขายฝากอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ เพื่อบริการให้กับผู้ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดที่มีอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังไม่อยากขายขาดอสังหาริมทรัพย์ในทันที เพราะอาจมีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์หรืออยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์นั้นอยู่ โดยสามารถนำสินทรัพย์ดังกล่าวมาขายฝากก่อน ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการขายฝากในรูปแบบเดิมๆ  สมาร์ทฟินน์ เป็นระบบตัวกลางซื้อ-ขายฝากอสังหาฯ รูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้เจอกับนายทุนกลุ่มใหม่ที่มีมุมมองแตกต่างจากนายทุนรูปแบบเดิมๆ โดยนายทุนกลุ่มนี้จะเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปที่ฝากเงินหรือลงทุนในสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงอสังหาฯ ให้เช่าต่างๆ ที่ได้ผลตอบแทนอยู่ระหว่าง 2-5% ซึ่งระบบตัวกลางจากสมาร์ทฟินน์นี้จะช่วยให้พวกเขามีทางเลือกในการได้ผลตอบแทนมากขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่จำกัด    ดังนั้น เมื่อกลุ่มนายทุนเปลี่ยน ภายใต้ระบบการจัดการจากสมาร์ทฟินน์ ผู้ขายฝากก็สามารถรับความยืดหยุ่นจากระบบนี้ได้ด้วยเช่นกัน เช่น สามารถปรับเปลี่ยนระยะเวลาที่สามารถผ่อนชำระภายใต้สัญญาขายฝากที่ยาวขึ้น หรือยืดหยุ่นให้ขยายสัญญาขายฝากได้มากขึ้น ด้วยการกำหนดสัญญาผู้ขายฝากเริ่มต้นที่ 1 ปีขึ้นไป และอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณ 9% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าระบบนายทุนขายฝากเก่าๆ มาก แต่ก็เป็นอัตราตอบแทนที่นายทุนกลุ่มใหม่พอใจ ภายใต้ทัศนคติที่ไม่ได้ต้องการยึดครองอสังหาฯ ที่ซื้อฝากมา เป็นต้น   ทั้งนี้ จากกรณีตัวอย่างของลูกค้าขายฝากรายหนึ่ง ตัดสินใจเข้ามาขายฝากกับสมาร์ทฟินน์ เนื่องจากวันนั้น เขาต้องการเงินเพื่อไปปิดภาระหนี้จากบัตรเครดิต หากไม่ชำระจะเกิดปัญหาทางด้านเครดิตที่กระทบต่อการงาน ด้วยเวลาที่มีจำกัด จึงไม่สามารถรอขายบ้านจริงได้ หรือจะกู้เงินจากสถาบันต่างๆ ก็ไม่ผ่านเงื่อนไข เขาจึงนำบ้านที่มีอยู่มาขายฝากกับสมาร์ทฟินน์ เปลี่ยนบ้านเป็นเงินสดทันที และนำเงินที่ได้นี้ไปปิดภาระหนี้สินต่างๆ และทำให้เขากลับมามีสภาพคล่องอีกครั้ง ระหว่างทำสัญญาขายฝากเพียงแค่ 3 เดือน ก็มีคนติดต่อมาขอซื้อบ้านทำให้เขาสามารถไถ่ถอนได้ในระยะเวลาแค่ 3 เดือน ในมุมของนักลงทุนหรือผู้ซื้อฝาก แทนที่จะได้ผลตอบแทน 9% ต่อปี กลายเป็นว่าได้ผลตอบแทน 9% ใน 3 เดือน หรือถ้าคิดเป็นรายเดือนก็ตกอยู่ที่ 3% เรียกได้ว่า วิน วิน ทั้งสองฝ่าย   สำหรับค่าบริการนั้น ทางสมาร์ทฟินน์จะคิดค่าบริการในการขายฝากจากผู้ขายฝากในอัตราเพียง 3.99% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) ของราคาขายฝาก (แต่ขั้นต่ำค่าบริการต้องไม่น้อยกว่า 45,000 บาท บวกกับภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อสามารถทำการขายฝากบนระบบของสมาร์ทฟินน์ได้สำเร็จ หากยังไม่ได้ทำการขายก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ (นอกจากค่าใช้จ่ายในการทำรายงานการประเมินทรัพย์สิน ซึ่งผู้ขายฝากต้องชำระโดยตรงกับบริษัทที่ทำการประเมิน) ส่วนผู้ซื้อฝาก จะไม่มีการเก็บค่าบริการในการซื้อฝากผ่านระบบ แต่อาจมีค่าบริการเฉพาะในบางกรณีของแต่ละท่าน เช่น ค่าบริการในการให้เจ้าหน้าที่ สมาร์ทฟินน์พาไปดูทรัพย์สินของผู้ขายฝากเป็นต้น ฉะนั้น หากใครที่กำลังข้องเกี่ยวกับแวดวงของอสังหาฯ ในลักษณะของการเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายฝาก ก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่จะลองเลือกใช้บริการจาก สมาร์ทฟินน์ (SmartFinn) ซึ่งปัจจุบันได้สร้างแพลตฟอร์มสำหรับขายฝากอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นที่รู้จักและให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และเตรียมตัวขยายการให้บริการไปทั่วประเทศ โดยเริ่มจากจังหวัดใหญ่หรือเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา เป็นต้น

SmartFinn สตาร์ทอัพหัวใส ปลดล็อก Best Deal ผู้ขาย-ผู้ซื้อ
SmartFinn สตาร์ทอัพหัวใส ปลดล็อก Best Deal ผู้ขาย-ผู้ซื้อ

อย่างที่ทราบกันดีว่า สตาร์ทอัพโดยส่วนใหญ่เริ่มต้นจากแนวคิดที่ต้องการแก้ปัญหาบางอย่าง และอาจรวมไปถึงการเพิ่มช่องทางหรือเสริมบริการ จากรูปแบบเดิมๆ มาสู่แพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น SmartFinn คืออีกสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่กำลังตอบโจทย์สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ผ่านโมเดลบริการขายฝากอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ ที่จะทำให้ผู้ขายฝากและผู้ซื้อมาเจอกัน ผ่านแพลตฟอร์มกลาง ผ่านแนวคิดของผู้ก่อตั้ง (Co-Founder) อย่างอ้อย- ปริสุทธิ์ รัตนมหาวงศ์ CEO และ มด-ปฏิมากร ใจอ่อน COO ซึ่งทั้ง 3 ท่านต้องการพัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อบริการให้กับผู้ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดที่มีอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังไม่อยากขายขาดอสังหาริมทรัพย์ในทันที เพราะอาจมีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์หรืออยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์นั้นอยู่ โดยสามารถนำสินทรัพย์ดังกล่าวมาขายฝากก่อน ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการขายฝากในรูปแบบเดิมๆ แนวคิดนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร? ปริสุทธิ์ รัตนมหาวงศ์: แนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์ม SmartFinn เกิดจากความต้องการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ที่ต้องการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการขายฝากแบบเดิมๆ ซึ่งหากจะให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ก็หมายถึง SmartFinn เปรียบได้กับ Uber แต่เป็นบริการด้านการเงิน ซึ่งเป็น Concept คล้ายๆ กัน โดย Uber เป็นแพลตฟอร์มกลางให้คนที่มีรถและคนที่ต้องการใช้รถมาเจอกัน ขณะที่ SmartFinn เป็นแพลตฟอร์มที่ Matching ระหว่างคนที่ต้องการขายฝากอสังหาริมทรัพย์และคนที่ต้องการซื้อหรือผู้ลงทุนนั่นเอง จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ SmartFinn กลายเป็นทางเลือกของผู้ซื้อ-ผู้ขาย? ปริสุทธิ์ รัตนมหาวงศ์: ทั้งนี้ หัวใจในการทำงานของ SmartFinn ต้องการมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาการขายฝากในรูปแบบเดิมๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหาจากการคิดอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม โดย SmartFinn จะช่วยทำให้การขายฝากอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ เกิดดีลราคาที่ดีที่สุดในท้องตลาด ด้วยราคาที่สูงที่สุดถึง 70% ของราคาที่มีการซื้อขายจริงในท้องตลาด และยังสามารถต่อสัญญาได้สูงสุดตามกฎหมาย (ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างคู่สัญญา) ส่วนอัตราดอกเบี้ยขายฝากผ่าน SmartFinn ยังต่ำที่สุด 0.75% ต่อเดือน หรือ 9% ต่อปี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยขายฝากทั่วไปในท้องตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 3% ต่อเดือน หรือ 36% ต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก ดังนั้น จากการที่เราอยู่ในธุรกิจที่ปรึกษาด้านการลงทุนมานาน ทำให้เข้าใจถึงความน่ากลัวของการกู้เงินในรูปแบบดอกเบี้ยทบต้นเป็นอย่างดี และจะสร้างปัญหาให้กับฝั่งลูกหนี้อย่างมาก ยกตัวอย่าง ขายฝากแบบเดิมที่อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อเดือน หรือ 36% ต่อปี ผ่านไปเพียง 2 ปี ดอกเบี้ยจะเท่ากับ 72% นั่นเท่ากับว่า ต้องจ่ายดอกเบี้ยเกือบเท่ากับจำนวนเงินต้น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยาก สำหรับคนที่กู้เงินด้วยดอกเบี้ยสูงๆ จะสามารถนำเงินไปต่อยอดธุรกิจหรือเสริมสภาพคล่องได้ แต่เมื่อไม่สามารถเข้าถึงการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ก็จำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ สุดท้ายก็ยิ่งเพิ่มภาระหรือเพิ่มต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ แม้ว่าดอกเบี้ยจากบริการขายฝากผ่าน SmartFinn จะไม่ต่ำเท่ากับการจำนองทรัพย์กับสถาบันการเงิน แต่บางคนอาจจะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดังกล่าว ไม่ว่าจะเกิดจากกู้เต็มวงเงินแล้ว หรือเครดิตไม่ผ่านเกณฑ์ แต่หากยังมีทรัพย์ที่สามารถนำมาเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินได้ เชื่อว่า SmartFinn จะช่วยให้ผู้ขายฝากไม่ต้องโดนทำร้ายจากการขายฝากที่โดนกดวงเงิน หรือ ดอกเบี้ยสูงๆจากการรับจำนองเองของเจ้าของเงินที่รับขายฝากทั่วไป ขณะเดียวกัน ฝั่งของผู้ซื้อฝากหรือผู้ลงทุนนั้น ยังได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในการลงทุน สูงถึง 9% ต่อปี พร้อมกับได้สิทธิ์ในโฉนดที่ดินด้วย อีกทั้ง SmartFinn ยังลดความเสี่ยง ด้วยทีมประเมินทรัพย์สินที่ได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ช่วยเสริมทัพความอุ่นใจให้เจ้าของเงิน อีกด้วย ในแง่ของหลักการทำงาน ปฏิมากร ใจอ่อน COO ของ SmartFinn ได้แชร์ถึงรายละเอียดอย่างน่าสนใจ ปฏิมากร: รูปแบบบริการ Smart Finn มีความเป็นระบบสูง เริ่มจากเมื่อมีลูกค้าติดต่อเข้ามาต้องการจะฝากทรัพย์สิน ในเบื้องต้นจะมีการสัมภาษณ์เจ้าของทรัพย์สินว่า มีหนี้ค้างอยู่กับเจ้าหนี้ที่อื่นหรือไม่ และหากนำทรัพย์สินมาขายฝากแล้วลูกค้าจะเหลือเงินอีกเท่าไหร่ เพื่อนำไปปลดภาระหนี้สินหรือนำไปเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน จากนั้นจะมีผู้ประเมินราคาทรัพย์สินอย่างยุติธรรม เมื่อผ่านการพิจารณาทุกขั้นตอนแล้ว จะนำทรัพย์สินดังกล่าวเสนอให้กับผู้ที่สนใจลงทุนทั้งบนเว็บไซต์ของบริษัทฯ และช่องทางอื่นๆ สำหรับค่าบริการนั้น ทาง SmartFinn จะคิดค่าบริการในการขายฝากจากผู้ขายฝากในอัตราเพียง 3.99% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) ของราคาขายฝาก (แต่ขั้นต่ำค่าบริการต้องไม่น้อยกว่า 45,000 บาท บวกกับภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อสามารถทำการขายฝากบนระบบของ SmartFinnได้สำเร็จ หากยังไม่ได้ทำการขายก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ (นอกจากค่าใช้จ่ายในการทำรายงานการประเมินทรัพย์สินซึ่งผู้ขายฝากต้องชำระโดยตรงกับบริษัทที่ทำการประเมิน) ส่วนผู้ซื้อฝาก จะไม่มีการเก็บค่าบริการในการซื้อฝากผ่านระบบ แต่อาจมีค่าบริการเฉพาะในบางกรณีของแต่ละท่าน เช่น ค่าบริการในการให้เจ้าหน้าที่ SmartFinn พาไปดูทรัพย์สินของผู้ขายฝากเป็นต้น ทั้งนี้ เป้าหมายของในเบื้องต้นของ SmartFinn ต้องการสร้างแพลตฟอร์มสำหรับขายฝากอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นที่รู้จักและให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลก่อน ส่วนในระยะยาวนั้น จะขยายการให้บริการไปทั่วประเทศ โดยเริ่มจากจังหวัดใหญ่หรือเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา เป็นต้น โดยปัจจุบันจะคงโฟกัสที่กรุงเทพฯและปริมณฑลก่อน แต่ในอนาคตจะขยายไปยังต่างจังหวัดต่อไป เพราะเป้าหมายหลักของ SmartFinn คือ การช่วยประชาชนคนไทยทั้งประเทศให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยดอกเบี้ยที่ไม่สูงมาก โดยอยู่ในรูปแบบของการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ ด้วยแพลตฟอร์มใหม่ที่บาลานซ์ระหว่างผู้ขายและผู้ลงทุนในราคาที่ยุติธรรมยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย และค่าธรรมเนียมบริการที่ไม่สูงมาก เพื่อให้คนที่เดือดร้อนสามารถก้าวเดินต่อไปได้  

การขายฝากคืออะไร? เปรียบเทียบกับการจำนอง แตกต่างกันอย่างไร?
การขายฝากคืออะไร? เปรียบเทียบกับการจำนอง แตกต่างกันอย่างไร?

การขายฝาก คือ รูปแบบหนึ่งของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เหมือนกับการจำนอง หรือการกู้ยืมผ่านสถาบันการเงินที่มีอสังหาริมทรัยพ์ค้ำประกัน และต้องไปทำสัญญาต่อเจ้าพนักงาน ณ สำนักงานที่ดิน ดังนั้น การขายฝากจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ถูกกฎหมายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากการขายฝากจะต้องไปทำสัญญาต่อเจ้าพนักงาน ณ สำนักงานที่ดิน ดังนั้น การขายฝากจะมีค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระให้กรมที่ดินของพื้นที่ๆทรัพย์นั้นตั้งอยู่ โดยเจ้าพนักงานกรมที่ดินจะคำนวนจาก ระยะเวลาที่ถือครองโฉนด มูลค่าขายฝาก มูลค่าประเมินของกรมธนารักษ์ และอื่นๆ ประกอบเพื่อคำนวนค่าธรรมเนียมของกรมที่ดิน โดยปกติทั่วไปแล้ว การขายฝากจะมีนายทุนบุคคลเป็นผู้ให้แหล่งเงินทุน เนื่องจากมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้จากผู้กู้น้อยกว่าการจำนอง ผู้นำทรัพย์มาขายฝากจะต้องไถ่ทรัพย์คืนภายในเวลาที่ตกลงกันไว้กับนายทุน ไม่เช่นนั้น ทรัพย์จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุนโดยสมบูรณ์เมื่อเกินระยะเวลาที่ตกลงกัน (ในกรณีนี้ สมาร์ทฟินน์ มีบริการช่วยเหลือผู้ขายฝาก – ติดต่อเจ้าหน้าที่ของสมาร์ทฟินน์ได้โดยตรง) ในทางกลับกัน การจำนองจะมีสถาบันการเงินเป็นผู้ให้แหล่งเงินทุน เนื่องจากมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มากกว่า และต้องมีการฟ้องร้องเมื่อผิดนัดชำระหนี้ การขายฝากจึงเป็นช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุน สำหรับบุคคลที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงิน ธนาคารต่างๆได้ โดยนายทุนจะพิจารณาเฉพาะมูลค่าทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน เพื่อมั่นใจว่าผู้กู้จะนำเงินกู้มาคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา (สมาร์ทฟินน์ มีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษากับผู้ที่จะมาขายฝาก เพื่อนำเงินไปสร้างเครดิตเพื่อขอเงินกู้กับสถาบันการเงิน โดยใช้เวลาสร้างเครดิต 1-2 ปี เพื่อให้ผ่านเกณฑ์การพิจารณา)

ขายฝาก กับการกู้เงินที่ก่อให้เกิดรายได้
ขายฝาก กับการกู้เงินที่ก่อให้เกิดรายได้

ปัญหาหนี้สินครัวเรือนของคนไทยที่ 1.3 แสนล้านบาท จากการเปิดเผยตัวเลขของสภาหอการค้าไทย ในปี 2560 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น 10% ในทุกปีนั้น จึงทำให้เห็นได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่มีหนี้ ซึ่งการเป็นหนี้นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น การลงทุนในธุรกิจ และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น ซื้อของฟุ่มเฟือย แต่แบบไหนล่ะ ที่จะเรียกว่า เป็นการเป็นหนี้แบบคุ้มค่า หรือที่เราเรียกว่าหนี้ดี “หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้” ต้องพิจรณาก่อนจะทำการกู้ยืม หรือ ทำสินเชื่อนั้น ควรเริ่มต้นจากการประเมินก่อนว่า 1. เงินที่ได้มา ต้องก่อให้เกิดรายได้ สร้างเงินเพิ่มคุ้มค่าหรือไม่ 2. กรณีก่อหนี้ใหม่ที่มาชำระหนี้เดิม มาช่วยลดดอกเบี้ยเดิมได้หรือไม่ ถูกกว่า ดอกเบี้ยเดิมที่จ่ายอยู่หรือไม่ 3. รายได้ที่สร้างขึ้นมานั้น มั่นคงเพียงพอที่เราจะชำระหนี้นี้ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เมื่อพิจารณารอบด้านแล้ว หากเห็นว่าคุ้มค่าการลงทุน ก็ไม่ต้องกลัวการเป็นหนี้ หากหนี้นั้นสามารถสร้างรายได้ให้ได้มากกว่าดอกเบี้ยที่เสียไป ก็จะสามารถเรียกหนี้นั้นว่า “การลงทุนที่คุ้มค่าเลยทีเดียว”

ขายฝาก ต้องขายฝากที่ดินกับสมาร์ทฟินน์
ขายฝาก ต้องขายฝากที่ดินกับสมาร์ทฟินน์

หัวใจหลักในการทำงานของ สมาร์ทฟินน์ คือ ต้องการช่วยเหลือการขายฝากในสังคมให้เป็นธรรม ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ที่มีกฎหมายคุ้มครอง ภายใต้กรอบดอกเบี้ยของกฎหมาย เป็นระบบแพลตฟอร์ทที่เป็นมาตรฐานหนึ่งในสมาชิกของ สมาคมฟินเทคประเทศไทย (Thai Fintech Association) เพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยีทางการเงินของประเทศไทย ช่วยให้สมาร์ทฟินน์เป็นระบบการขายฝากที่ดินดีที่สุดในท้องตลาด ประสานนักลงทุนในระบบทั่วประเทศ พร้อมให้วงเงินที่เป็นธรรมตามการประเมินมูลค่าของบริษัทประเมินที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. ในราคาซื้อขายที่แท้จริงตามอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนด พร้อมทั้งบริการเปลี่ยนนายทุนนอกระบบให้มาเป็นนักลงทุนของสมาร์ทฟินน์ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยนอกระบบที่สูงจนเกินความสามารถในการชำระหนี้ ให้โอกาส SMEs และผู้ขายฝาก ได้มีความสามารถในการไถ่ทรัพย์คืนมาจากนายทุนนอกระบบได้ ทั้งนี้ทีมที่ปรึกษาของสมาร์ทฟินน์ ยินดีช่วยเหลือกรณีไม่สามารถไถ่ถอนได้ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยการเจรจาขยายระยะเวลาของสัญญาหรือหานักลงทุนรายใหม่ให้กับผู้ขายฝาก

ขายฝาก กับ สมาร์ทฟินน์
ขายฝาก กับ สมาร์ทฟินน์

สมาร์ทฟินน์ (Smartfinn) คือแพลตฟอร์ม Matching การขายฝากอสังหาฯ กับนักลงทุน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุน และช่วย SMEs ให้มีสภาพคล่อง สมาชิก Thai Fintech Association - สมาคมฟินเทคประเทศไทย นวัตกรรมทางการเงินจุดประสงค์เพื่อ SME ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง มีภาระดอกเบี้ยสูง และไม่สามารถกู้หรือขอวงเงินจากสถาบันการเงินในระบบได้ ให้ได้พบกับนักลงทุนในระบบที่ไม่เอาเปรียบ โดยผ่านระบบคัดกรองที่เป็นมาตรฐานของสมาร์ทฟินน์ กับ นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนการลงทุนที่มากกว่าที่ได้จากดอกเบี้ยธนาคารและมีหลักทรัพย์ที่ผ่านการคัดกรองค้ำประกัน ทำให้การลงทุนกับสมาร์ทฟินน์เป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ โดยผู้ขายฝาก ยังสามารถต่ออายุสัญญาได้สูงสุดตามกฎหมาย (ขึ้นกับการตกลงของคู่สัญญา) สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์ม Matching การขายฝากอสังหาฯ ที่ประเมินมูลค่า บ้าน ที่ดิน คอนโด ราคาตามราคาที่แท้จริง ไม่เอาเปรียบทั้งผู้ขายฝากและนักลงทุน เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ขายฝากอสังหาฯได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด โดยพิจรณาผ่านบริษัทประเมินที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ทำไมต้องขายฝาก กับ สมาร์ทฟินน์ • สมาร์ทฟินน์ Smartfinn ขายฝาก ประเมินมูลค่าและดอกเบี้ยเป็นธรรม • การดำเนินงานเป็นมาตรฐานและหน่วยงานรับรอง • ช่วยเหลือ SME ให้มีสภาพคล่อง ดำเนิน/ขยายธุรกิจต่อไปได้ • เปลี่ยนนายทุนนอกระบบ ให้เป็นนักลงทุนในระบบ

ขายฝากสมาร์ทฟินน์ ทางออกของคนทำธุรกิจ กับปัญหาสภาพคล่อง
ขายฝากสมาร์ทฟินน์ ทางออกของคนทำธุรกิจ กับปัญหาสภาพคล่อง

ปัญหาสภาพคล่อง กับ การทำธุรกิจ เป็นเรื่องท้าทายสำหรับเจ้าของธุรกิจทุกคน ธุรกิจที่ต้องการขยายการเติบโต มีไอเดีย และลู่ทางธุรกิจมากมาย แต่ติดปัญหาเงินลงทุนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SME ทำให้อาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน พลาดโอกาสในการลงทุนต่อยอดธุรกิจ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทางออกสำหรับบางคนอาจไม่ง่ายนัก หากต้องการเงินทุนเพื่อมาพยุงธุรกิจ และยืดอายุธุรกิจ ต่อลมหายใจ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ อาจต้องใช้เงินลงทุนที่ค่อนข้างสูง การทำสินเชื่อกับธนาคารทั่วไปอาจไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับธุรกิจ SME ที่ไม่ได้เตรียมการทำบัญชี หรือ เดินสเตทเมนท์ตามหลักมาตรฐานของธนาคารทั่วไป อีกทั้งในปัจจุบัน สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่ออย่างมาก ลูกค้าเก่าต้องชำระหนี้เดิมให้หมดก่อน ก่อนที่จะได้รับอนุมัติวงเงินใหม่ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ ต้องหันไปพึงแหล่งเงินกู้นอกระบบที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 5-10 เท่า สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์ม ขายฝาก อสังหาริมทรัพย์ บ้าน ที่ดิน คอนโด ที่ดีที่สุด ยุติธรรม ดอกเบี้ยเป็นธรรม เข้ามาช่วยเหลือ SME ที่ขาดสภาพคล่อง หรือต้องการขยายธุรกิจ ได้ประกอบกิจการต่อไปได้ เป็นแหล่งแพลตฟอร์มเชื่อมโยง พร้อมทั้งช่วยเปลี่ยนนายทุนให้เป็นนักลงทุนคุณภาพของสมาร์ทฟินน์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่าง มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

อสังหาริมทรัพย์

โฉนดที่ดินคืออะไร
โฉนดที่ดินคืออะไร

โฉนดที่ดินคืออะไร โฉนดที่ดิน หรือ น.ส.๔จ คือ เอกสารประเภทหนึ่งในเอกสารแสดงสิทธิที่ดิน ออกโดยกรมที่ดิน จะมีเลขที่โฉนด ที่ตั้ง ลักษณะ รายละเอียดของที่ดิน และประวัติผู้ถือกรรมสิทธิ์

อสังหาฯ เพื่อ “อยู่อาศัย” หรือ “ลงทุน”
อสังหาฯ เพื่อ “อยู่อาศัย” หรือ “ลงทุน”

อสังหาฯ เพื่อ “อยู่อาศัย” หรือ “ลงทุน” เมื่อคนเราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์สักหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด หรือที่ดินสักแห่ง เป้าหมายในการซื้อก็คงไม่พ้น 2 อย่าง คือ เพื่ออยู่อาศัย หรือ เพื่อลงทุน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็มีจุดที่เหมือน และต่างกันหลายแง่มุม ไม่ว่าจะลงทุนเพื่อหวังปล่อยให้ผู้อื่นเช่าต่อ หรือหวังขายเพื่อทำกำไรก็ตาม

กรรมสิทธิ์รวม
กรรมสิทธิ์รวม

กรรมสิทธิ์รวม อสังหาริมทรัพย์ที่เราเป็นผู้ซื้อ ผู้ขายอาจจะเป็นหนึ่งในเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ใช่เจ้าของเพียงผู้เดียว และถ้าเป็นเช่นนั้น หากเจ้าของร่วมของอสังหาริมทรัพย์ผืนนั้นไม่ได้รับรู้ในการซื้อ-ขายนี้ ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราควรมารู้จักกับคำว่า “กรรมสิทธิ์รวม” กัน

มารู้จัก “ภาระจำยอม” กับ “ทางจำเป็น” กัน
มารู้จัก “ภาระจำยอม” กับ “ทางจำเป็น” กัน

มารู้จัก “ภาระจำยอม” กับ “ทางจำเป็น” กัน ที่ดินตาบอด หรือที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่สาธารณะ หรือ ที่ดินที่ต้องยอมให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ในที่ดินของตน กฎหมายวางแนวทางแก้ไขไว้ให้เจ้าของที่ดินเหล่านี้แล้ว แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่อง “ภาระจำยอม” กับกฎหมายที่ว่าด้วย “ทางจำเป็น”  ซึ่งอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์

จะซื้อให้ถูกขายให้ได้กำไรนั้น ต้องดูอะไรบ้าง
จะซื้อให้ถูกขายให้ได้กำไรนั้น ต้องดูอะไรบ้าง

อย่างน้อยเราควรประเมินราคาบ้านเบื้องต้นก่อน โดยการเปรียบเทียบจากราคาตลาด, ราคาประเมินจากสำนักงานที่ดิน, ราคาประเมินจากธนาคาร และต้องเปรียบเทียบราคาซื้อขายของอสังหาริมทรัพย์ที่มีลักษณะใกล้เคียงทั้งขนาดที่ดิน, ทำเลที่ตั้ง, สภาพแวดล้อม, ถนนหนทาง, คุณภาพของตัวตึก หรือตัวบ้าน เราคงเคยเห็นกันว่ามีบ้านที่ดิน ติดป้ายประกาศขายอยู่เป็นปีๆ ก็ยังขายไม่ได้ ซึ่งราคาขายมันต้องอิงกับความเป็นจริง แล้วถ้าเราเป็นผู้ซื้อเราก็ต้องรู้ก่อนว่า ซื้อไปเพื่ออะไร เช่น

สัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อคนขายไม่ยอมโอนที่ตามสัญญา
สัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อคนขายไม่ยอมโอนที่ตามสัญญา

สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร สัญญาจะซื้อ-จะขาย เป็นสัญญาที่มีข้อความว่า คู่สัญญาได้แสดงเจตนาตกลงกันแล้วว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินกันในอนาคต ก็คือตกลงกันแล้วว่าจะขายทรัพย์นี้ให้แน่นอน ไม่ขายให้คนอื่น โดยผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่ง และสัญญาจะซื้อ-จะขายนี้ เป็นการผูกมัดคู่สัญญาให้ปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้

การเขียนป้ายประกาศการขายอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ผล
การเขียนป้ายประกาศการขายอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ผล

เนื่องจากเมื่อได้ทรัพย์มาแล้ว อยากจะขายทำกำไร สมัยนี้มีช่องทางมากมายครับที่จะประกาศ ช่องทางทาง Internet เป็นช่องทางที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วทันใจที่สุด แต่ป้ายยังคงมีความสำคัญต่อการรับรู้ของผู้คนอยู่ ป้ายประกาศของเราต้องมีข้อความอะไรบ้าง

การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์
การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์

การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ นอกจากการซื้อ ขาย อสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปแล้ว การได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายท่านยังกล่าวไว้ว่า สามารถได้มาโดยทางอื่นๆอีก คือ 1.การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ โดยทางนิติกรรม การได้มาโดยทางนิติกรรมนั้น มีความหมายกว้างมาก ไม่ว่าจะเป็น การซื้อขาย, แลกเปลี่ยน, การให้, จำนอง, หรือแม้กระทั่งตีใช้หนี้ ก็ถือว่าเป็นการได้มาโดยนิติกรรมทั้งสิ้น

สัญญาแต่งตั้ง นายหน้าอสังหาริมทรัพย์
สัญญาแต่งตั้ง นายหน้าอสังหาริมทรัพย์

การแต่งตั้งนายหน้าให้เขาช่วยขาย หรือหาคนมาเช่าบ้านของเรา การที่จะปล่อยขาย หรือเช่า บ้าน คอนโด นั้น การแต่งตั้งนายหน้าให้เขาช่วยขาย หรือหาคนมาเช่าบ้านของเรา ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะนอกจากไม่ต้องเหนื่อยในการประกาศ บริษัทนายหน้าส่วนมากเขาจะมี ช่องทางการตลาดของเขา ซึ่งถ้าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงก็ยิ่งมีโอกาสในการขายมากขึ้น

การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ
การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ

โดยหลักทั่วไปแล้ว ชาวต่างชาติไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในประเทศไทยได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นตามกฎหมายที่ดินมาตรา  96 ทวิ ที่ระบุไว้ว่า บทบัญญัติว่าด้วยคนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินโดย อาศัยบทสนธิสัญญาตามมาตรา 86 วรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับกับคน ต่างด้าวซึ่งได้นำเงินมาลงทุนตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท โดยให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่ อาศัยได้ไม่เกินหนึ่งไร่ และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี…

แดนกรรมสิทธิ์
แดนกรรมสิทธิ์

ความหมายของ แดนกรรมสิทธิ์ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1335 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่น ท่านว่าแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นกินทั้งเหนือพ้นพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย” แดนกรรมสิทธิ์ ก็คือพื้นที่เหนือพื้นดิน และใต้พื้นดิน ที่เจ้าของที่ดินมีสิทธิใช้สอยประโยชน์ได้ ดังนั้นก่อนที่มีสิทธิใช้สอยประโยชน์จากแดนกรรมสิทธิ์ เราก็ต้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นๆ ก่อน การใช้สอยประโยชน์จากแดนกรรมสิทธิ์ของนั้น เช่น สร้างตึกสูง หรือขุดสร้างห้องใต้ดินในที่ดินเป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็จำเป็นต้องใช้สอบประโยชน์ของแดนกรรมสิทธิ์ของเราภายใต้กรอบกฎหมาย

ความหมายของ อสังหาริมทรัพย์
ความหมายของ อสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และยังหมายรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นส่วนเดียวกับที่ดินนั้นด้วย (ประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139) จากประมวลแพ่งฯ มาตรา 139 เราจะเห็นได้ว่าคำว่า “อสังหาริมทรัพย์” ตามกฎหมายได้แก่

วิธีการลดภาษีจากการ
วิธีการลดภาษีจากการ "ปล่อยเช่า" อสังหาริมทรัพย์

การปล่อยทรัพย์สินให้ผู้อื่นเช่า “ค่าเช่านั้นถือเป็นรายได้รูปแบบหนึ่ง ผู้ให้เช่าหรือเจ้าของทรัพย์ ต้องเสียภาษี” แต่ในแง่ปฏิบัติ ผู้ให้เช่ามักจะไม่แสดงรายได้ตรงนี้ต่อสรรพกร หรือทำสัญญาค่าเช่าราคาต่ำต่อความเป็นจริง แต่เราควรทำให้มันถูกต้อง และมันเป็นสิทธิของเราตามกฎหมายที่จะกระทำได้ครับผม ภาษีที่ต้องเสียจากการนี้มี 2 ประเภทคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีโรงเรือน

ที่ดินมือเปล่า คืออะไร และ กฏหมายอะไรที่เกี่ยวข้อง
ที่ดินมือเปล่า คืออะไร และ กฏหมายอะไรที่เกี่ยวข้อง

ที่ดินมือเปล่า คืออะไร “ที่ดิน มือเปล่า” คือที่ดินซึ่งไม่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น ไม่มีโฉนด เป็นต้น เจ้าของที่ดินดังกล่าวเขามีเพียงสิทธิครอบครอง แต่หากจะซื้อที่ดินมือเปล่า จะต้องพิจารณาดูที่กฎหมาย ซึ่งต้องรู้ว่ามีกติกาอย่างไรบ้าง ในทางฎหมาย ที่ดินมือเปล่า ก็คืออสังหาริมทรัพย์ชนิดหนึ่ง การโอนที่ดินมือเปล่านั้นก็ต้องทำตามกฎหมายก็คือ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ มิเช่นนั้นถือเป็นโมฆะ ฟ้องร้องบังคับคดีกันไม่ได้

การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ก่อนซื้อ
การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ก่อนซื้อ

เมื่อคิดซื้อที่ดินสักผืน มีเรื่องมากมายที่ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อ แน่นอนครับ หลักฐานเอกสารสิทธิ์นั้น ลับ ลวง พราง ปลอมก็มาก บางทีคิดว่าแน่ใจแล้ว สุดท้ายก็อาจพลาดได้ ไหนจะเรื่องผู้บุกรุกอีก จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้บุกรุกนี้ ได้สิทธิในการครอบครองไปรึยัง ดังนั้นเราในฐานะผู้ซื้อต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ที่ดินที่เราคิดจะซื้อนั้นปลอดภัย และ ปลอดจากภาระทั้งปวง แล้วเราต้องดูอะไรบ้าง... 1. ข้อแรก แน่นอนและสำคัญที่สุด คือต้องไปสำนักงานที่ดิน ณ. เขตที่ที่ดิน นำโฉนดจากผู้ขายไปตรวจกับฉบับของสำนักงานที่ดิน ว่าใช่ของแท้หรือไม่ วิธีนี้ควรทำที่สุด ก่อนตัดสินใจซื้อ 2. ต้องรู้ว่าคนที่เขานำที่ดินมาขายเรานั้น เป็นเจ้าของตัวจริง หรือได้รับมอบอำนาจมาอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะถ้าคนขายไม่ใช่เจ้าของตัวจริง หรือปลอมแปลงเอกสารมอบอำนาจมา เวลาฟ้องร้องกัน ศาลท่านอาจจะถือว่าเราในฐานะผู้ซื้อไม่ตรวจสอบให้ละเอียดเอง อาจกลายเป็นเราเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย วิธีตรวจสอบก็ต้องเข้าไปขอตรวจสอบในแฟ้มสารบบกับสำนักงานที่ดิน จะรู้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ และ ก็ต้องพยายามติดต่อเจ้าของตัวจริงให้ได้ เพื่อจะได้รู้ว่าเขาได้มอบอำนาจมาให้ผู้ขายจริงหรือไม่ 3. เมื่อเห็นโฉนดฉบับของสำนักงานที่ดินแล้ว ให้พลิกดูด้านหลังว่า ที่ดินผืนนี้เจ้าของคนเดียว หรือ เจ้าของร่วม, ติดภาระผูกพันอะไรบ้าง, หรือมีสัญญาผูกมัดอะไรรึเปล่า เหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ ที่แฟ้มสารบบของสำนักงานที่ดิน พูดง่ายๆครับว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่างวางใจคน” เพียงแค่ไปตรวจสอบกับสำนักงานที่ดิน ความจริงทุกอย่างก็จะปรากฏ เราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพครับ

ไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของบ้าน ขนของผู้เช่าออก จะผิดหรือไม่
ไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของบ้าน ขนของผู้เช่าออก จะผิดหรือไม่

กรณีถ้าผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า หรือผิดสัญญาเช่า เจ้าของบ้านงัดประตู ขนของผู้เช่าออก จะผิดฐาน “บุกรุก” หรือไม่ มี 2 กรณีครับ ขึ้นอยู่กับสัญญาเช่า ถ้าสัญญาเช่าระบุไว้ว่า เช่น "ถ้าผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนด หรือกระทำผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง ผู้ให้เช่าสามารถเข้าครอบครองสถานที่ให้เช่า, ใส่กุญแจประตูสถานที่ให้เช่า, หรือ สามารถขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่า ออกจากสถานที่เช่าได้ทันที โดยมิต้องแจ้งให้ทราบ” เป็นต้น แบบนี้ทำได้ครับ ไม่ผิดบุกรุกครับ แต่ถ้าไม่มีข้อความลักษณะนี้ในสัญญา ทำไม่ได้ถือว่ามีความผิดฐานบุกรุกครับ จะเห็นได้ว่าถ้าในฐานะผู้ให้เช่า ในสัญญาเช่า ต้องมีข้อความที่ระบุให้อำนาจกระทำการได้ตามสัญญา ซึ่งปกติมักต้องร่างหรือเขียนเพิ่มเติมเป็นพิเศษครับ ดังนั้นถ้าท่านเป็นเจ้าของ จะปล่อยเช่าห้อง ปล่อยเช่าบ้าน อย่าลืมร่างสัญญาข้อนี้เพิ่มเติมไว้ในสัญญาเช่าด้วยนะครับ…

เช่าช่วง
เช่าช่วง

การเช่าช่วงหมายถึงการที่ผู้เช่าเอาทรัพย์ที่เช่าไปให้บุคคลภายนอกเช่าต่ออีกที สัญญาเช่าช่วงลักษณะนี้ต้องให้ผู้ให้เช่า (เจ้าของทรัพย์) ยินยอมนะครับถึงจะทำได้ ไม่เช่นนั้นเจ้าของทรัพย์เขาจะถือว่าผิดสัญญาเช่า เขาสามารถยกเลิกสัญญาได้เลย OK. ถ้าผู้ให้เช่า ในที่นี้ผมขอเรียกว่า เจ้าของบ้านเช่าแทนละกัน มันจะได้ดูใกล้ตัวหน่อย ถ้าเจ้าของบ้านเขายินยอมให้ผู้เช่าสามารถเอาบ้านของเขาไปปล่อยเช่าช่วงได้ มันก็ไม่มีปัญหาอะไรถูกต้องไหมครับ ทุกอย่างเป็นไปตามกติกา คราวนี้ถ้าเราไปเช่าช่วงต่อจากผู้เช่าอีกที โดยเจ้าของบ้านเช่าเขาก็โอเค จะมีปัญหาอะไรไหมนะ ปัญหาไม่มีครับ ถ้าผู้เช่าเดิมซื่อสัตย์ คือส่วนมากเวลาเราไปเช่าช่วงกับใคร เราก็มักจะต้องจ่ายค่าเช่าให้กับคนๆ นั้น ถูกต้องไหมครับ และคราวนี้พอเราจ่ายค่าเช่าของเราไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของผู้เช่าเดิมต้องไปจ่ายค่าเช่าให้กับเจ้าของบ้าน (ก็เช่าเขาอยู่เหมือนกัน) จริงไหมครับ ปัญหาจะเกิดก็ต่อเมื่อ พอเราจ่ายค่าเช่า(ช่วง) ของเราไปแล้ว ผู้เช่าเดิม (ซึ่งมาปล่อยให้เราเช่าช่วงต่อ) เขาไม่ไปจ่ายค่าเช่าตามหน้าที่ของเขา เจ้าของบ้านเขาก็มาทวงสิ เราอยู่หน้างาน อยู่ในบ้านที่เช่า เจ้าของเขาก็มาทวงที่บ้านนี้ เราจะอ้างว่าจ่ายกับนาย ก. ผู้เช่าไปแล้ว...... จะมาอ้างกับเจ้าของบ้านไม่ได้ครับ เพราะ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 545 ถ้าผู้เช่าเอาทรัพย์สินซึ่งตนเช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงอีกทอดหนึ่ง โดยชอบท่านว่าผู้เช่าช่วงย่อมต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าเดิมโดยตรง ในกรณีเช่นว่านี้หากผู้เช่าช่วงจะได้ใช้ค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าไปก่อน ท่านว่าผู้เช่าช่วงหาอาจจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ให้เช่าได้ไม่ อนึ่ง บทบัญญัติอันนี้ไม่ห้ามการที่ผู้ให้เช่าจะใช้สิทธิของตนต่อผู้เช่า ครับผม เราในฐานะผู้เช่าช่วง อ้างไม่ได้เลย ว่าจ่ายกับคนนั้น คนนี้ไปแล้ว ถ้าเจ้าของบ้านเขามาทวงค่าเช่า แล้วเราหาเจ้าคนเช่าเดิมที่เราจ่ายไปแล้วไม่เจอ เราต้องรับผิดต่อเจ้าของบ้านโดยตรงครับ และอีกเรื่องที่สำคัญในการเป็นผู้เช่าช่วง คือถ้าสัญญาเดิมระหว่างผู้เช่าเดิม กับเจ้าของบ้านระงับไป สัญญาของเราในฐานะผู้เช่าช่วงย่อมสิ้นสุดตามไปด้วย ต้องละเอียดนะครับ ก่อนที่จะไปเช่าช่วงต่อจากใคร 1. ขอดูสัญญาเช่าเดิมระหว่างเจ้าของบ้าน กับผู้เช่าเดิม ว่าเจ้าของบ้านเขายินยอมให้ผู้เช่าเดิมสามารถมาปล่อยให้เราในฐานะผู้เช่าช่วงสามารถเช่าช่วงได้หรือไม่ (ถ้าในสัญญาเดิมไม่มีข้อนี้ อย่าเช่า(ช่วง)ครับ) 2. ในสัญญาเช่าเดิม ระบุระยะเวลาในการเช่าไว้กี่ปี มันควรจะเท่ากันหรือมากกว่ากับสัญญาเช่าช่วงของเรา ไม่ใช่สัญญาเช่าเดิมเหลือระยะเวลาการเช่า 3 เดือน แต่มาทำสัญญาใหม่เช่าช่วงกับเรา 1 ปี แบบนี้ไม่ควรครับ 3. สัญญาเช่าเดิมสิ้นสุด วัน เดือน ปี ที่เท่าไหร่ (ควรต้องรู้ครับ) 4. ควรจะมีรายละเอียดของเจ้าของบ้านตัวจริงที่เราจะเช่าช่วงด้วย เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ 5. การจ่ายค่าเช่า จะทำอย่างไรให้แน่ใจว่า ผู้ให้เช่าช่วง(ผู้เช่าเดิม) ได้นำค่าเช่าช่วงของเราไปชำระให้แก่เจ้าของทรัพย์ทุกเดือน ฯลฯ

สัญญาเช่าแบบต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา
สัญญาเช่าแบบต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

สัญญาเช่าแบบต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จะต่างกับสัญญาเช่าธรรมดา คือ การที่เราไปเช่าที่ดินเขา แล้วเราลงทุนสร้างสิ่งก่อสร้างเช่น ร้านอาหาร, โรงแรม, ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น โดยมีข้อตกลงว่า พอหมดสัญญาเช่าสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน หรือ ถ้าเราได้ช่วยเจ้าของที่ดินออกค่าก่อสร้างอาคารที่เราจะเช่าบนที่ดินของเจ้าของที่ดิน หรือเราเช่าที่ดินทำสวน ปลูกต้นไม้ และตกลงกันว่าหมดสัญญา ต้นไม้ตกเป็นของเจ้าของที่ดิน หรือแม้กระทั่งเราตกลงจะซ่อมแซมอาคารที่เช่าครั้งใหญ่ โดยเราออกค่าใช้จ่ายเอง (เน้นต้องซ่อมใหญ่นะ)

สัญญาเช่า
สัญญาเช่า

วันนี้ผมจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเจ้าของทรัพย์ประสงค์ใช้ประโยชน์โดยการปล่อยให้ผู้อื่นเช่าใช้ประโยชน์ในทรัพย์นั้น สัญญาเช่ามีอยู่ สามแบบหลักที่สำคัญครับ 1. แบบทำสัญญาเช่าไม่เกินสามปี 2. แบบทำสัญญาเช่าเกินสามปี 3. แบบสัญญาเช่าพิเศษที่ภาษากฎหมายท่านเรียกว่า "สัญญาเช่าต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา" แบบที่ 1 สัญญาเช่าแบบไม่เกิน 3 ปี แบบนี้ทำสัญญากันเองได้เลยครับ เจ้าของบ้านกับผู้เช่าตกลงกันได้ ก็เซ็นชื่อกัน เสร็จเรียบร้อยครับ มีผลทางกฎหมายเลย ถ้าผู้เช่าเบี้ยวไม่จ่ายค่าเช่าเอาสัญญาเช่าฉบับนี้ไปฟ้องร้องให้ผู้เช่ารับผิดตามสัญญาเช่าได้ ส่วนแบบที่ 2 สัญญาเช่าแบบเกิน 3 ปี แบบนี้กฎหมายท่านบังคับให้คู่สัญญาต้องไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ครับ โดยมีค่าธรรมเนียมร้อยละ 1 ของค่าเช่า ถ้าไม่ทำตามแบบที่กฎหมายบอก เวลามีปัญหาฟ้องร้องกัน จะฟ้องร้องบังคับได้ไม่เกิน 3 ปีครับ แล้วก็จะมีประเภทไม่ประสงค์ไปจดทะเบียน หรือไม่อยากเสียค่าธรรมเนียม เลยใช้วิธีทำสัญญากันเองหลาย ๆ ฉบับ ฉบับละไม่เกิน 3ปี บอกไว้ก่อนนะครับ ถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมา ก็ฟ้องร้องกันได้แค่ 3ปีนะครับ อย่าเข้าใจผิดว่าทำแบบนี้แล้วจะรอด… ไม่ควรทำนะครับ ครับผม ถ้าจะทำสัญญาเช่ากันเกิน 3 ปี ไปจดทะเบียนที่กรมที่ดินเถิดครับ ค่าธรรมเนียมก็ไม่ได้มากมาย เวลามีปัญหาขึ้นมา จะได้ไม่ต้องมาหงุดหงิดใจภายหลัง สัญญาเช่าทั้ง 2 แบบที่กล่าวมา เป็นสัญญาเช่าแบบธรรมดาครับ แบบที่ 3 คือ สิทธิในการเช่าจึงเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่ตกถึงทายาทของผู้เช่า ดังนั้นถ้าผู้เช่าตาย ต่อให้สัญญาเช่ายังไม่หมดระยะเวลา ก็ถือว่าสัญญาเช่านั้นระงับแล้วนะครับ ถ้าเจ้าของบ้านเขาจะไม่ให้เช่าต่อ ญาติหรือบริวารของผู้เช่าต้องย้ายออกนะครับ ครั้งหน้าเราจะมาคุยกันถึงสัญญาเช่าแบบที่สาม สัญญาเช่าแบบต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา วันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ

ความรู้ทางการเงิน

3 วิธีเริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง แบบไหนดี แบบไหนโดน
3 วิธีเริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง แบบไหนดี แบบไหนโดน

สำหรับคนที่กำลังอยู่ในวัยทำงาน หรือเริ่มต้นเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ อยู่ คงจะทราบกันดีว่าการเก็บออมเงินนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับการใช้ชีวิตค่อนข้างมากทีเดียว โดยเฉพาะในยามฉุกเฉิน หรือออมเงินเพื่อวางแผนระยะยาวในการใช้ชีวิตหลังเกษียณก็ตาม แต่สำหรับมือใหม่แล้ว เรื่องของการลงทุนหรือการเก็บออมเงินนั้น ค่อนข้างที่จะต้องทำความเข้าใจและศึกษากันมาพอสมควรเลยทีเดียวโดยเฉพาะการวางแผนจัดพอร์ตในการลงทุน ซึ่งถ้าหากใครที่เพิ่งเริ่มต้นและอยากวางแผนจัดพอร์ตด้วยตัวเอง เราก็มีคำแนะนำ 3 ข้อมาฝากกัน

พ.ร.บ คุ้มครองเงินฝากลดความคุ้มครองเหลือ 5 ล้านบาทแล้ว พร้อมลดเหลือ 1 ล้านบาทในปีหน้า
พ.ร.บ คุ้มครองเงินฝากลดความคุ้มครองเหลือ 5 ล้านบาทแล้ว พร้อมลดเหลือ 1 ล้านบาทในปีหน้า

เมื่อ 11 สิงหาคม 2562 ได้มีการเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ รวม 35 แห่ง) โดยมีการปรับลดวงเงินคุ้มครองจาก 10 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท/1 เจ้าของ/สถาบันการเงิน ทั้งนี้มีผลถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เท่านั้น และลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาทต่อในวันที่ 11 สิงหาคม 2563

ธุรกิจขายฝากน่าเข้าไปลงทุนจริงหรือไม่?
ธุรกิจขายฝากน่าเข้าไปลงทุนจริงหรือไม่?

เรามาเริ่มกันที่การลงทุนที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเอาเงินไปฝากธนาคารแล้วได้รับดอกเบี้ยจากธนาคาร 1-2% ต่อปี แบบนี้ก็ถือเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง หรือ การที่เราเข้าซื้อหุ้นกู้ของบริษัทมหาชนต่างๆ ซึ่งเป็นการปล่อยกู้โดยตรงให้กับบริษัทชั้นนำเหล่านั้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนเช่นกัน

พัฒนาความรู้ ทำให้ SMEs ก้าวกระโดด
พัฒนาความรู้ ทำให้ SMEs ก้าวกระโดด

พัฒนาความรู้ ทำให้ SMEs ก้าวกระโดด การที่เจ้าของกิจการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ การเข้าร่วมสัมมนา การฟังและอ่านหาความรู้เพิ่มเติมอย่างจริงจัง สามารถนำความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดกิจการได้ เช่น การศึกษาเรื่องภาษี สามารถช่วยให้เจ้าของกิจการคำนวณกำไรสุทธิที่แท้จริงได้ หรือ ความรู้ด้านการเจรจาต่อรอง ก็ช่วยให้เจ้าของกิจการไปต่อรองได้ต้นทุนที่ถูกลงได้

ตั้งราคาขายผิด จากกำไรเป็นขาดทุน
ตั้งราคาขายผิด จากกำไรเป็นขาดทุน

การตั้งราคาขายผิด เกิดจากการไม่คิดละเอียดรอบคอบของเจ้าของธุรกิจ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไร SMEs ส่วนใหญ่มักลืมคิดค่าใช้จ่ายในการขาย การบริหาร ดอกเบี้ยจ่ายจากแหล่งเงินกู้ หรือขายฝาก นายทุนนอกระบบหรือในระบบ บวกรวมเข้าไปในต้นทุนด้วย จึงมักคิดว่าราคาขายเท่านี้ก็มีกำไรที่รับได้แล้ว

ยอดขายเติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่าย
ยอดขายเติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่าย

ยอดขายเติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่าย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกธุรกิจ เช่น  ยอดขายเพิ่มขึ้น 30% แต่ต้นทุนกลับมากขึ้น 60% แสดงว่ากำไรสุทธิลดลงอย่างแน่นอน หากต้องการให้กำไรเพิ่มขึ้นตามเป้า อาจหมายถึง ต้องทำยอดขายเพิ่มขึ้นอีก 1-2 เท่าตัว ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การขยายไลน์การผลิตใหม่ การขยายช่องทางการขายใหม่ หรือการทำโปรโมชั่นอื่นๆ เพิ่มขึ้น เป็นต้น แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือ ต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย เช่น  ค่าเสื่อมจากอุปกรณ์ใหม่ ค่าใช้จ่ายทางการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ เป็นต้น เป็นสาเหตุให้ค่าใช้จ่ายเติบโต เจ้าของกิจการต้องพิจารณาว่า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมานั้นเป็นการเพิ่มแบบถาวรหรือชั่วคราว ถ้าเป็นการเพิ่มแบบถาวรเป็นไปได้ว่ามีการกำหนดกลยุทธ์ผิด เกิดสภาวะยิ่งทำยิ่งกำไรลด แต่ถ้าหากค่าใช้จ่ายเพิ่มแบบชั่วคราว ผู้ประกอบการก็ต้องหาแหล่งเงินทุนเพื่อเข้ามาเสริมกิจการในระยะสั้น ให้เพียงพอต่อกิจการที่กำลังขยายตัว

คุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน ?
คุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน ?

คุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน? จริงๆแล้วนักลงทุนแต่ละท่านต่างมีสไตล์การลงทุนที่เป็นของตัวเอง เช่น เป้าหมายผลตอบแทน ระยะเวลาในการลงทุน ความเชื่อมั่นในตัวเอง และ ความสามารถในการรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน แต่เพื่อให้ท่านสามารถเลือกทรัพย์สินในการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง ทำให้เราแบ่งประเภทของนักลงทุนออกมาได้ 3 ประเภท ดังนี้

ใช้เงินมือเติบ เพิ่มต้นทุนให้กิจการ
ใช้เงินมือเติบ เพิ่มต้นทุนให้กิจการ

เมื่อกิจการเป็นไปได้ด้วยดี เจ้าของกิจการรู้สึกว่าเริ่มมีเงิน เริ่มมีความสำเร็จ เงินเข้ามาคล่องตัว ก็เริ่มนำเงินไปซื้อรถ บ้าน กระเป๋า นาฬิกา เครื่องเพชร หรือเฟอร์นิเจอร์สารพัด การนำเงินหมุนเวียนของกิจการไปใช้ในของส่วนตัว หรือการใช้เงินผิดประเภท ทั้งหมดที่ไปซื้อมาอาจต้องผ่อนจ่ายจึงแบกภาระทั้งต้นทั้งดอก เมื่อถึงจุดที่กิจการทรงตัวหรือยอดขายตก ก็จะส่งผลให้กิจการขาดกระแสเงินสดในการดำเนินธุรกิจ

ธุรกิจเงินหายเพราะลืมคิดค่าใช้จ่ายที่เป็นของตนเอง
ธุรกิจเงินหายเพราะลืมคิดค่าใช้จ่ายที่เป็นของตนเอง

เจ้าของธุรกิจบางคนอาจสงสัยว่าทำงานไปเงินในกิจการหายไปไหน อาจเป็นเพราะเจ้าของธุรกิจลืมคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ทำงานที่บ้านไม่ได้คิดค่าเช่าออฟฟิศ ไม่คิดค่าแรงตัวเอง ภรรยา ลูก พี่น้อง บางทีลืมคิดค่าผ่อนรถ ค่าน้ำมัน ค่าทำบัญชี ค่าประกันรถ ค่าน้ำค่าไฟของโฮมออฟฟิศสารพัดค่าใช้จ่ายใกล้ตัวที่ลืมคิดค่าใช้จ่ายจริง แต่ตอนจ่ายเงินต้องจ่ายจริง เลยทำให้ SMEs คาดการณ์ รายจ่าย กำไร และการประเมินกระแสเงินสดผิด

ธุรกิจไม่รอดเพราะระบบบริหารจัดการ
ธุรกิจไม่รอดเพราะระบบบริหารจัดการ

ธุรกิจไม่รอดเพราะระบบบริหารจัดการ การที่ธุรกิจดำเนินไปด้วยดี ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะรอดในระยะยาวหรือไม่เพราะระบบการบริหารจัดการเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น ระบบการเงินที่ดี การจัดทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพ การทำสต็อกว่าเป็นระบบ FIFO LIFO หรือ FILO หากเจ้าของกิจการวางระบบไม่ดี อาจเกิดภาวะยิ่งขายยิ่งขาดทุน เพราะไม่รู้ว่าต้นทุนเท่าไหร่กันแน่ ระบบบัญชีแบบกระเป๋าซ้ายกับขวา ทำให้การเงินติดขัดไปหมด สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะบัญชีไม่เป็นระบบ ทำให้ยากที่จะรู้สาเหตุของการเงินติดขัด เมื่อเจ้าของธุรกิจรู้ตัว ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเงินของกิจการ โดยการแยกเงินออกเป็นส่วนๆ ส่วนไหนของบริษัท ส่วนไหนของส่วนตัว ส่วนไหนสำหรับสินค้า ส่วนไหนสำหรับการขยายกิจการ ก็จะสามารถทำให้รู้ต้นทุนและกำไรที่แท้จริง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนทางการเงินอย่างถูกต้องได้

กระแสเงินสดกับSMEs
กระแสเงินสดกับSMEs

ธุรกิจบริหารการเงินไม่ดี อาจเกิดสภาวะ “ช็อต” เมื่อธุรกิจเริ่มดำเนินกิจการ เงินเข้าเงินออก จากรายรับรายจ่ายประเภทต่างๆก่อให้เกิดกระแสเงินสดในกิจการ หากเจ้าของธุรกิจบริหารการเงินไม่ดี อาจเกิดสภาวะ “ช็อต” หรือ เงินสดขาดสภาพคล่อง โดยปัญหาหลักๆเกิดจาก ธุรกิจที่ทำมีกำไรน้อยมากไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ต้องใช้เงินสดและเครดิตตลอดเวลาเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ หรือในอีกกรณีคือ ธุรกิจค้าขายดี เจ้าของธุรกิจจึงนำกำไรที่ได้ไป ขยายกิจการ กิจการขยายใหญ่เกินจนทำให้ดึงเงินสดที่จำเป็นต้องใช้หมุนเวียนในปัจจุบันไป หากเป็น SMEs ทั่วไปก็สามารถขอวงเงินชั่วคราวกับสถาบันการเงินเพื่อประคองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว SMEs ส่วนใหญ่ยังไม่มีประวัติทางการเงินที่ยาวนานพอ ทำให้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินไม่ได้ ไม่สามารถรอสถาบันการเงินอนุมัติที่ใช้เวลา 2-3 เดือนได้ อีกทั้งไม่มีทุนเดิมหรือสายป่านมากพอทางออกของเจ้าของกิจการเหล่านั้นก็หนีไม่พ้นการกู้ยืมคนรอบข้าง ขายฝาก จนไปถึงนายทุนนอกระบบ การขายฝาก เป็นการกู้เงินในระบบหรือนอกระบบ? อ่านต่อคลิกที่นี่ สมาร์ทฟินน์ เราคือทางออกของการขายฝากเพื่อเจ้าของกิจการ SMEs ที่ต้องการดอกเบี้ยเป็นธรรม สะดวก ปลอดภัย และ รวดเร็ว ใช้เวลาดำเนินการแค่ 7-10 วันทำการ เพียงมีอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของราคาขายฝากได้รับการประเมินจากบริษัทประเมินที่มีมาตรฐานเป็นธรรมต่อราคาสินทรัพย์ผู้มาขายฝาก มีการกำหนดระยะเวลาขายฝาก 1-3 ปี หรือตามแต่คู่สัญญาตกลงกัน ถ้ามาไถ่ถอนก่อนครบกำหนดเวลาก็จะได้ทรัพย์สินกลับคืนไป ในขณะที่ การขายฝาก Smartfinn ผู้ขายฝากยังมีสิทธิในการอยู่อาศัย/ทำกิจการในทรัพย์สินของตนเองต่อไปได้จนครบกำหนดไถ่ถอน สามารถต่ออายุการขายฝากได้ แต่มีสิ่งสำคัญที่แตกต่างไปคือ เงื่อนไขในการต่อสัญญาที่ไม่เหมือนกับการไปจำนำทรัพย์สินต่อโรงรับจำนำ Smartfinn ช่วยส่งเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ แปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่ ให้เป็นทุนหรือขยายกิจการได้โดยช่วยเหลือในระดับใหญ่กว่าโรงรับจำนำ คือตั้งแต่ Micro-SME ธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดใหญ่ มีดอกเบี้ยเป็นสิ่งตอบแทนเช่นกัน แต่ดอกเบี้ยขายฝากส่วนใหญ่จะมีอัตราสูงมาก คือตั้งแต่ร้อยละ 1-3 %ต่อเดือน(12-36% ต่อปี) แต่ในขณะที่ Smartfinn ให้บริการดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 0.75% ต่อเดือน (9%ต่อปี) เท่านั้น

ลงทุนอย่างปลอดภัยกับสมาร์ทฟินน์
ลงทุนอย่างปลอดภัยกับสมาร์ทฟินน์

การลงทุนในแต่ละประเภทมีความปลอดภัยต่างกัน การลงทุนที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าปลอดภัยที่สุดคือการลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาล รองลงมาคือเงินฝากธนาคาร เงินฝากประจำ กองทุน ตราสารหนี้ หุ้น เป็นต้น ดังนั้นการจัดการพอร์ทที่ดี ต้องวิเคราะห์ถึงผลตอบแทนและความปลอดภัยของเงินลงทุนเป็นหลัก ความปลอดภัยของการลงทุนมากหรือน้อยขึ้นกับการศึกษาและบริหารจัดการกระจายความเสี่ยงของตัวนักลงทุนเอง ผลตอบแทนของการลงทุน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ดอกเบี้ย และ มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของหน่วยลงทุน ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ 1.5% ต่อปี ดอกเบี้ยของเงินฝากประจำกับสถาบันการเงินอยู่ที่ 2% ต่อปี หรือ ดอกเบี้ยของหุ้นกู้อยู่ที่ 5% ต่อปี ในอีกกรณีคือ การเพิ่มมูลค่าของหุ้นที่ได้ลงทุน หรือ การเพิ่มมูลค่าของที่ดินหลักทรัพย์ที่ถือครอง ความปลอดภัยของเงินลงทุน คือสิ่งที่วัดว่าเงินต้นที่ลงทุนไปจะไม่ลดลงหรือหายไป เช่น พันธบัตรรัฐบาลมีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน เงินฝากสถาบันการเงินมีกฎหมายคุ้มครองเงินฝากควบคุม มูลค่าหุ้นขึ้นกับหลายปัจจัยทั้งผลประกอบการและสถานการณ์รอบด้าน ทำให้หุ้นเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมีความเสี่ยง สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์มสำหรับลงทุนในการขายฝาก โดยมีผลตอบแทน 9-12% ต่อปี และมีอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูงค้ำประกัน ทำให้มีผลตอบแทนสูงและสร้างความปลอดภัยในการลงทุน นักลงทุนได้ถือครองโฉนดของอสังหาริมทรัพย์ถูกต้องตามกฎหมายตลอดระยะเวลาสัญญา นักลงทุนสามารถดูรายระเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.smartfinn.co.th หรือติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่โดยตรงที

ทำไมธนาคารต้องใช้อสังหาฯค้ำประกันเงินกู้
ทำไมธนาคารต้องใช้อสังหาฯค้ำประกันเงินกู้

เคยสงสัยกันไหมว่า เวลาขอกู้เงินธนาคาร แม้ผู้ขอกู้จะมีเครดิตที่ดี ประวัติการชำระหนี้ดี ธนาคารอาจให้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง แต่ธนาคารยังต้องขอหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงของธนาคารเอง และหลักทรัพย์ค้ำประกันที่นิยมที่สุดคืออสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโด โรงงาน เป็นต้น ประเด็นแรกคือ อสังหาริมทรัพย์เคลื่อนย้ายไม่ได้ ผู้กู้ไม่สามารถนำอสังหาริมทรัพย์ติดตัวไปได้เมื่อผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารสามารถยึดทรัพย์มาขายต่อทอดตลาดได้ทันที ประเด็นหลักอีกข้อคือ อสังหาริมทรัพย์ส่วนมากมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางพื้นที่ราคาสามารถเพิ่มขึ้นได้ 1-2 เท่าในระยะเวลา 10 ปี ทำให้ธนาคารไม่ต้องกลัวว่ามูลค่าทรัพย์จะไม่ครอบคลุมวงเงินกู้ที่ลูกหนี้ได้ทำไว้ อสังหาริมทรัพย์จึงถือว่าเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างดี แต่ถ้าหากว่าการวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์นั้น ก็ยังถือเป็นเรื่องที่ยากมาก ธนาคารต่างๆจึงมีหน่วยงานวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ หรือใช้บริการบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์ที่น่าเชื่อถือได้ เพื่อมายืนยันมูลค่าที่แท้จริงของอสังหาริมทรัพย์ชิ้นนั้นๆ สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์มแมชชิ่ง การขายฝาก ได้ใช้บริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์ที่น่าเชื่อถือได้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญในการพิจารณาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้ได้มูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์นั้นก่อนนำมาประเมินราคาขายฝาก สร้างความเป็นธรรมทั้งฝ่ายผู้ขายฝากและนักลงทุน

เมื่อติดเครดิตบูโรแล้วจะแก้ยังไงได้บ้าง?
เมื่อติดเครดิตบูโรแล้วจะแก้ยังไงได้บ้าง?

หลายคนมักมีคำถามว่าเมื่อติดเครดิตบูโรแล้วจะแก้ยังไงได้บ้าง? คำตอบคือ ใช้หนี้สินที่ติดให้หมด ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะการชำระหนี้สินที่ค้างไว้ให้หมด คือวิธีจัดการกับเครดิตค้างชำระที่เราติดอยู่อย่างดีที่สุดจากนั้นเมื่อชำระครบก็รอให้ประวัติการชำระของเราอัพเดทเข้าระบบและรอการปลดจากบัญชีค้างชำระ. การเก็บข้อมูลของทางเครดิตบูโรจะเก็บไว้ประมาณ 3 ปีในกรณีไม่ได้ชำระหนี้สินให้หมดทางสถาบันการเงินเจ้าหนี้ก็จะส่งรายงานมาให้ทางเครดิตบูโรอีกทุกเดือน จึงทำให้การรอให้หมดรอบการบันทึกข้อมูลนี้ใช้ได้เฉพาะกับผู้ที่ชำระหนี้สินที่ค้างไว้ครบแล้วเท่านั้น สรุปคือ รอให้หมดรอบการบันทึกข้อมูล 3 ปี หลังจากชำระหนี้สินครบ ซึ่งคุณสามารถแก้ไขเครดิตได้โดยการเริ่มสร้างประวัติใหม่เพราะเครดิตบูโร จะเก็บข้อมูล 3 ปีย้อนหลังเท่านั้น วันนี้ทางสมาร์ทฟินน์ อาจช่วยให้ท่านหมดหนี้สินส่วนนี้กับสถาบันการเงินทำให้เครดิตของท่านดูดีขึ้นเพราะยอดหนี้สินและภาระผ่อนต่อเดือนกับสถาบันการเงินส่วนนี้หายไปทั้งหมด ทำให้สามารถใช้ช่วงเวลา 1-3 ปีในการจัดการปัญหาทั้งหนี้สินและเครดิตของใหม่ทั้งหมดเสมือนการ Re-credit เพื่อทำประวัติทางการเงินให้ดีขึ้นเพื่อโอกาสในการขอสินเชื่อในอนาคตได้ สามารถติดตามดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.Smartfinn.co.th

พฤติกรรมการใช้เงินนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร
พฤติกรรมการใช้เงินนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร

“พฤติกรรมการใช้เงินนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร” วันนี้เรามาลองศึกษาพฤติกรรมการใช้เงิน ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์การเป็นคนรวย หรือ คนมีหนี้สิน ซึ่งพอแบ่งเป็น 5 ขั้น ดังนี้: ขั้นที่ 1) คือการใช้เงิน “เกินกว่า” รายรับที่หาได้ ผลลัพธ์คือ ก่อหนี้สิน ขั้นที่ 2) คือการใช้เงิน “เท่ากับ” รายรับที่หาได้ ผลลัพธ์คือ ไม่มีเงินเหลือ ขั้นที่ 3) คือการใช้จ่ายเงิน “น้อยกว่า” รายรับที่หาได้แล้วนำ 10-20% เป็นเงินออมผลลัพธ์คือ พออยู่ได้ ขั้นที่ 4) คือการใช้จ่ายเงิน “น้อยกว่า” รายรับที่หาได้แล้วนำ 20-30% เป็นเงินออมผลลัพธ์คือ เริ่มจะรวย ขั้นที่ 5) คือการใช้จ่ายเงิน “น้อยกว่า” รายรับที่หาได้แล้วนำ 40% มาจัดสรรดังนี้ 15% เป็นเงินออม แล้วอีก 25% นั้นนำไปลงทุนในรูปแบบต่างๆแนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุนเรียกว่าให้เงินทำงานผลลัพธ์คือรวยและมั่งคั่ง ขอแนะนำการลงทุนในรูปแบบผู้รับซื้อฝากอสังหาริมทรัพย์ Smartfinn เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณสามารถกระจายพอร์ตการลงทุนได้โดยรับผลตอบแทน 9-12% ต่อปีและมีอสังหาฯพร้อมโฉนดมูลค่าสูงเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน

วิธีการใช้เงินและออมเงินอย่างไรให้มีเงินเหลือเก็บ
วิธีการใช้เงินและออมเงินอย่างไรให้มีเงินเหลือเก็บ

เราลองมาดูวิธีการใช้เงินและออมเงินอย่างไร ให้มีเงินเหลือเก็บกัน เพื่อนำเงินนั้นไปลงทุน และใช้เงินทำงานแทนเรากันดูบ้าง การใช้เงินและการออมเงินนั้น มีหลากหลายวิธี 1) ใช้เงินสดเท่าที่จำเป็น พยายามงดใช้บัตรเครดิต แต่ถ้าจะใช้ต้องเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัยทางการเงินที่ดีเลย 2) แม้มีรายได้เพิ่มขึ้น ก็ไม่ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น เพราะส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นสามารถนำไปลงทุนเพื่อให้เงินทำงานให้กับคุณได้ด้วย 3) ลองชีวิตติดดิน ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย คุณจะรู้เลยว่าจะทำให้เงินคุณเหลือเก็บมากขึ้น และเมื่อคุณมีเงินเหลือเก็บ ก็ลองนำเงินนั้นไปลงทุนและอย่าลืมกระจายพอร์ตการลงทุนตามกฏที่ว่าเราไม่ควรนำไข่ ไปใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน การลงทุนมีหลากหลายรูปแบบ ควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนการลงทุน ในวันนี้ขอแนะนำการลงทุนในรูปแบบ ที่เป็นผู้รับซื้อฝากอสังหาริมทรัพย์ Smartfinn เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณสามารถกระจายพอร์ตการลงทุนได้ โดยรับผลตอบแทน 9-12% ต่อปี และมีอสังหาฯพร้อมโฉนดมูลค่าสูงเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อไม่ให้พอร์ตการลงทุนรวมหวือหวา และช่วยให้ทุกท่านได้รับผลตอบแทนที่ดีและทำให้พอร์ตโดยรวมดูนิ่งขึ้น.

การจัดแบ่งประเภทหนี้
การจัดแบ่งประเภทหนี้

การจัดแบ่งประเภทหนี้ สามารถแบ่งได้เป็น หนี้ดีและหนี้ร้าย -หนี้ดี ได้แก่ หนี้ซื้อบ้าน หนี้เพื่อการศึกษา หนี้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ -หนี้ร้ายได้แก่ หนี้บัตรเครดิต หนี้ซื้อรถยนต์ ส่วนบรรดาหนี้ หนี้ที่ถูกยกให้เป็น “ หนี้ที่ดีที่สุด” คือ หนี้ซื้อบ้าน. และ “ หนี้ที่ร้ายที่สุด “ คือ หนี้บัตรเครดิต. สาเหตุที่ทำให้หนี้ซื้อบ้านถูกจัดอันดับให้เป็นหนี้ที่ดีที่สุดเพราะโดยทั่วไปแล้วราคาบ้านปรับเพิ่มขึ้นปีละ 5 -10% ดังนั้นเมื่อเรากู้เงินมาซื้อบ้านหนี้ก้อนนี้ก็มีแนวโน้มจะเป็นหนี้ที่ดีและเมื่อราคาบ้านเพิ่มขึ้นเท่ากับว่าความมั่งคั่งของเราเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่หนี้บัตรเครดิตถูกจัดให้เป็นหนี้ที่ร้ายที่สุดเพราะโดยมากแล้วคนเรามักใช้บัตรเครดิตซื้อของกินของใช้ ใช้แล้วก็หมดไปหรือไม่ก็เป็นของฟุ่มเฟือยและของที่เราอยากได้แต่ไม่สามารถจ่ายด้วยเงินสดได้ โดยต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 18-36% ต่อปี นอกจากนี้หนี้บางประเภทอาจจะเป็นได้ทั้งหนี้ดีและหนี้ร้าย ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างเช่นหนี้เพื่อซื้อรถยนต์ เพราะแม้ว่าหนี้เพื่อซื้อรถยนต์จะถูกฟันธงว่าเป็นหนี้ร้ายเพราะมูลค่าของรถยนต์จะลดลงเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นหนี้เพื่อซื้อรถยนต์มาใช้ในการประกอบอาชีพหรือถ้ารถยนต์คันใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็น่าจะนับหนี้เพื่อซื้อรถยนต์เข้าไปอยู่ในกลุ่มหนี้ดีได้อีกประเภทหนึ่งเพราะฉะนั้นถ้าจะตัดสินใจว่าจะเป็นหนี้แบบไหนถึงจะเรียกว่าหนี้ดีก็ต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย 3 ข้อต่อไปนี้ 1 )มีประโยชน์ 2) คุ้มค่า 3) มีความสามารถในการผ่อนชำระ เพราะฉะนั้นถ้าประเมินแล้วว่าหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ที่ไม่มีประโยชน์ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม กู้มาแล้วผ่อนไม่ไหว ทำให้เดือดร้อน ดอกเบี้ยแพง เงื่อนไขโหด หนี้แบบนี้ต้องหนีให้ไกล.

ความยากของตลาดหุ้นขาลง
ความยากของตลาดหุ้นขาลง

การลงทุนในตลาดหุ้นขาลงมีความเสี่ยงมากกว่าลงทุนในตลาดหุ้นขาขึ้น แม้ว่าปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินเช่น การ Short Against Port, Short Sell, DW และ TFEX เป็นต้น ทำให้นักลงทุนมีโอกาสในการทำกำไรแม้ในช่วงตลาดขาลง แต่ในความเป็นจริง ความเสี่ยงหลักของตลาดหุ้นขาลงคือไม่มีใครรู้ว่าดัชนีจะลงไปลึกเท่าไร และไม่มีใครรู้ว่าจะกลับตัวเมื่อไร เพราะหากตลาดขาลงจากสภาวะภายนอกเช่น เงินทุนต่างชาติไหลออก จะใช้ระยะเวลานานและไม่ใช่ปัจจัยที่จะคำนวนราคาพื้นฐานของหุ้นได้โดยใช้งบกำไรขาดทุน และมีปัจจัยอื่นๆอีกเช่น สภาวะเศรษฐกิจ การเติบโตของกลุ่มธุรกิจ การโดน Disrupt จากเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นต้น หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการลงทุนหุ้นในตลาดขาลง ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจนั้นๆจริง นักลงทุนมีโอกาสสูงที่จะขาดทุนจากทั้งความผันผวนที่เกิดขึ้นรุนแรงและราคาหุ้นดิ่งลงฉับพลัน การกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลง นักลงทุนสามารถย้ายเงินทุนและกระจายความเสี่ยงไปยังการลงทุนระยะสั้นอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนได้ เช่น การฝากประจำ ผลตอบแทนที่ 1-3% ต่อปี, กองทุนรวมตราสารหนี้, หรือ สมาร์ทฟินน์ ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการวางเงินในระยะสั้น 1-2 ปีและให้ได้ผลตอบแทน 9-12% โดยมีอสังหาฯ พร้อมโฉนดมูลค่าสูงเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้นักลงทุนสามารถรักษาเงินต้นในเวลาตลาดผันผวน อีกทั้งยังสร้างผลตอบแทนชนะตลาดโดยรวมอีกด้วย

ฝ่าวิกฤติ เมื่อธุรกิจถึงทางตัน หมุนเงินไม่ทัน ขาดสภาพคล่องชั่วคราว
ฝ่าวิกฤติ เมื่อธุรกิจถึงทางตัน หมุนเงินไม่ทัน ขาดสภาพคล่องชั่วคราว

ผู้ประกอบการ ทำธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว แล้วเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง ไม่ว่า ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน supplier ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าขนส่ง ค่าเช่าโกดังสินค้า จะทำให้ธุรกิจเกิดปัญหาหยุดชะงัก ซึ่งความรุนแรงจะขึ้นกับธุรกิจแต่ละประเภท ประกอบกับการขอวงเงินที่ยากขึ้นจากสถาบันการเงินในปัจจุบัน วันนี้ขอแนะนำอีกหนึ่งช่องทางของแหล่งเงินทุนในระบบ คือ Smartfinn ค่ะ เพียงผู้ประกอบการเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ที่มี เป็นเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราว เงินทุนที่ได้สามารถนำไปชำระหนี้สินดอกเบี้ยสูง หรือเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ และวางแนวทางการบริหารธุรกิจใหม่ เช่น 1. วางระบบเดินบัญชี cash-flow 2. ทำบัญชีแยกประเภทให้ชัดเจน แยกกำไรสุทธิที่แท้จริงของกิจการ 3. ควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 4. ปรับปรุงการบริหารสินค้าคงคลัง เพียง 2-3 ปี ก็เป็นเวลาที่พอเพียงกับการตั้งหลักใหม่ หรือรีเครดิตของบริษัท บวกกับการเสริมหนทางใหม่ๆ เช่น การขยายฐานตลาด เมื่อรวบรวมเงินไถ่ถอนทรัพย์ได้ อสังหาริมทรัพย์ก็จะกลับเป็นของผู้ประกอบการตามเดิม โดยนักลงทุนของ Smartfinn ให้วงเงินและดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ขั้นตอนการดำเนินการมีมาตรฐาน เพื่อดำรงเจตนา ช่วยเหลือ SMEs ไทย Smartfinn บริการให้คำปรึกษาฟรี รู้ผลเลย ได้เงินเร็ว ถูกกฏหมาย ทำธุรกรรม ณ สำนักงานที่ดิน สนใจติดต่อ 02-0267025 หรือ www.smartfinn.co.th / line@smartfinn / info@smartfinn.co.th

เมื่อมีหนี้ ทำอย่างไร? ให้หนี้หมดเร็วขึ้น
เมื่อมีหนี้ ทำอย่างไร? ให้หนี้หมดเร็วขึ้น

ตามสถิติการใช้จ่ายแล้ว หนี้สินส่วนใหญ่เกิดมาจาก ผู้บริโภค ต้องการเงินเพื่อไปใช้จ่ายตามที่ตนเองต้องการ จนลืมนึกถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นหนี้ คือ อัตราดอกเบี้ย ที่ต้องจ่ายคืนพร้อมเงินต้นด้วย และอัตราดอกเบี้ยนี้ก็เป็นตัวการสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าผู้กู้สามารถชำระเงินคืนได้หรือไม่

เวลา คือ เงิน Time is money
เวลา คือ เงิน Time is money

Time is money. เวลา คือ เงิน คนรวยมักยอมจ่ายเงินเพื่อประหยัดเวลาอันมีค่าเสมอ และจะไม่ยอมสูญเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพราะเข้าใจลึกซึ้งดีถึงคุณค่าของเวลา ว่าต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ก็ไม่อาจซื้อเวลากลับคืนมาได้ ดังคำกล่าวที่ว่า“เวลาคือสิ่งที่แพงที่สุด แต่คนมักมองข้ามคุณค่าของเวลา” ประโยคเหล่านี้สะท้อนความสำคัญของเวลาทั้งสิ้น ดังนั้น วันนี้จึงขอหยิบเรื่อง “เวลา = เงิน” มาคุยกัน ทุกวันนี้ Lifestyle ของคนในสังคมเปลี่ยนไป ทำให้มี ธุรกิจใหม่ๆ ทั้ง Start Up และ SMEs เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการประหยัดเวลา ไม่ว่าจะเป็น ด้านขนส่ง (Logistic) สายการบินโลว์คอส, บริการ Food Delivery, งานรับจ้างต่อคิวเพื่อซื้อขนมดังๆ, แอปพลิเคชัน จองคิวล่วงหน้า, ช็อปปิ้งออนไลน์ และอื่นๆ อีกมากมาย จะเห็นได้ว่า ผู้บริโภคสมัยใหม่ยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับความสะดวก เหตุผลคือ เงินที่จ่ายไป คุ้มค่ากับการที่มีเวลามากขึ้น และ เวลาที่มากขึ้น ก็สามารถนำไปหาเงินได้มากกว่าหรือให้เวลากับตนเอง ในเรื่องการเงินก็เช่นกัน หากเราสามารถหาที่วางเงินที่ให้ผลตอบแทนที่ดีได้ เมื่อระยะเวลาผ่านไป ผลตอบแทนที่ได้ก็คุ้มค่า และเมื่อคูณกับเวลา ผลตอบแทนที่ได้จะทวีคูณยิ่งขึ้น เวลาเป็นมิตรกับคนที่มีเงินทุน แต่ในทางกลับกัน เวลาก็เป็นศัตรูตัวฉกาจกับผู้ที่เป็นหนี้สินด้วย เพราะทุกนาทีที่ผ่านไป ดอกเบี้ยของหนี้สินเดินหน้าเพิ่มขึ้นตลอดเวลา หากคุณมีหนี้สิน สิ่งแรกที่ควรทบทวนคือ ดอกเบี้ยจากสิ่งไหนแพงสุด ยกตัวอย่างเช่น หนี้นอกระบบ ดอกเบี้ย 3% ต่อเดือน เท่ากับปีละ 36% ผ่อนเท่าไรก็ไม่สามารถลดเงินต้นได้ ซึ่งหนี้ในส่วนนี้ต้องหาทางลดให้ได้ก่อนเป็นลำดับแรก และนำส่วนที่เคยจ่ายดอกเบี้ย มาใช้ลดเงินต้นของหนี้ให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น SME รายหนึ่ง มีอาคารพาณิชย์เป็นหน้าร้าน ไปกู้เงินนอกระบบไว้เพื่อมาเป็นทุนหมุนเวียนธุรกิจที่ 2,000,000 บาท นายทุนคิดดอกเบี้ย 3% ต่อเดือน คุณต้องจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเป็นเงิน 60,000 บาทต่อเดือน x 12 เดือน = 720,000 บาท หากเงินที่ไปกู้มา สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็ถือว่าเป็นการกู้ยืมที่คุ้มค่า แต่จะดียิ่งขึ้น ถ้าคุณสามารถลดดอกเบี้ย จาก 3% เหลือเพียง 0.75% ต่อเดือน หรือ 720,000 บาทต่อปี เหลือเพียง 180,000 บาทต่อปี เงินส่วนต่างที่ประหยัดได้ถึง 540,000 บาทต่อปี! คือกำไรที่ผู้ประกอบการรายนั้นสามารถหาเพิ่มได้ สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจ ที่มีประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น เห็นไหมคะว่า ถ้าคุณบริหารเวลาได้ คุณจะบริหารเงินได้ดีด้วยเช่นกัน Smartfinn ช่วยคุณลดหนี้ได้ หากคุณเป็นผู้ประกอบการ มีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง ยินดีให้คำปรึกษาฟรี

ยอดขายหนึ่งล้าน ไม่ใช่กำไรหนึ่งล้าน
ยอดขายหนึ่งล้าน ไม่ใช่กำไรหนึ่งล้าน

ขายของทำธุรกิจทุกคนย่อมหวังผลกำไร แต่อย่าเข้าใจผิดว่า ยอดขายที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวันนั้นคือกำไร วันที่ธุรกิจเกิดขายดี ยอดขายเป็นล้าน หากเจ้าของธุรกิจคิดแบบนั้น อาจประสบกับสภาวะเงินฝืดติดขัดแก้ไม่หายในธุรกิจ ในยอดขายนั้นประกอบด้วยต้นทุนอะไรบ้าง   1. ต้นทุนค่าสินค้า – ไม่ว่าสินค้านั้นจะรับมาจากผู้ผลิต หรือ ประกอบสร้างขึ้นเอง ล้วนมีต้นทุนวัตถุดิบ ถือเป็นต้นทุนหลักของสินค้าทุกตัว หากเป็นธุรกิจบริการ ต้นทุนส่วนนี้คือพวกอุปกรณ์การบริการ เช่น น้ำมันสปา เครื่องสำอางค์ การรู้ต้นทุนสินค้า ทำให้เราประเมินได้ว่ามีศักยภาพในการทำกำไรได้หรือไม่   2. ต้นทุนการดำเนินการ – ได้แก่ค่าแรงงาน เงินเดือนพนักงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเครื่องจักร ค่าโทรศัพท์ เงินเดือนเจ้าของ หากคิดตามหลักบัญชี ก็ต้องรวมค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์ต่างๆไปในต้นทุนด้วย หากเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ อาจหัก 20% ของราคาอุปกรณ์ต่อปี และ หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ หัก 5% ต่อปี ไม่นับมูลค่าที่ดิน เป็นต้น   3. ต้นทุนการตลาด – ทั้งการตลาดออฟไลน์ ได้แก่ ค่าโฆษณาต่างๆ ทางโทรทัศน์ วิทยุ สื่อต่างๆ โดยการบอกต่อถือเป็นต้นทุนการตลาดที่ต่ำที่สุด และ การโฆษณาผ่านช่องโทรทัศน์เป็นช่องทางที่แพงแต่เข้าถึงประชาชนส่วนมาก มีเรตราคาตั้งแต่ 44,000 บาทต่อ 15 วินาทีต่อครั้ง ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ หรือ เหมาเดือนละ 400,000 บาท ของรายการ ศึก12ราศี (ณ เดือนพฤษภาคม 61) รวมถึงการตลาดออนไลน์ เช่นการใช้ Google Ad การทำเว็ปของบริษัท โดยเจ้าของธุรกิจต้องประเมินถึงต้นทุนการตลาดเปรียบเทียบกับการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายว่าคุ้มค่าหรือไม่    4. ดอกเบี้ย – หากธุรกิจมีการกู้เงิน ดอกเบี้ยคือหนึ่งในต้นทุนที่ต้องจ่าย ผลต่างดอกเบี้ย คือกำไรที่เพิ่มขึ้นของเจ้าของธุรกิจ หากธุรกิจกู้เงิน OD มา 1 ล้านบาท หักดอกเบี้ย 13%  คือ 130,000 บาท แต่หากกู้สถาบันการเงินลูกค้าชั้นดีแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันจะเสียดอกเบี้ยประมาณ 9% คือ 900,000 บาท ส่วนต่างดอกเบี้ย 40,000 บาท คือกำไรที่เจ้าของธุรกิจเพิ่มมา   เมื่อสรุปยอดขายสิ้นเดือน เจ้าของธุรกิจนำมาหัก ต้นทุนสินค้า ต้นทุนการดำเนินการ ต้นทุนการตลาด และ ดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือคือกำไรสุทธิที่แท้จริง การนำกำไรสุทธิไปต่อยอดธุรกิจหรือขยายกิจการได้ แต่หากคำนวนแล้วตัวเลขติดลบ นั้นหมายถึงค่าใช้จ่ายส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป เจ้าของธุรกิจอาจต้องปรึกษากับทีมบัญชีโดยด่วน เพื่อหาทางลดต้นทุนส่วนใดส่วนหนึ่งโดยให้ผลกระทบต่อตัวธุรกิจน้อยที่สุด

3 เทคนิคง่ายๆ ที่จะสร้างกำไรให้ธุรกิจของคุณ
3 เทคนิคง่ายๆ ที่จะสร้างกำไรให้ธุรกิจของคุณ

ธุรกิจที่ต้องการสร้างกำไรให้เพิ่มขึ้น การให้ความสำคัญในการลดต้นทุนทางธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ วันนี้เราจึงมี 3 เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยสร้างกำไรให้ธุรกิจของคุณ

ทำไมธุรกิจยอดขายดี แต่ทั้งปีไม่มีกำไร?
ทำไมธุรกิจยอดขายดี แต่ทั้งปีไม่มีกำไร?

เป็นไปได้หรอที่ยอดขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแต่ธุรกิจต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีกำไรและมันเกิดมาจากสาเหตุอะไร? หนึ่งในสิ่งที่คนทำธุรกิจหลายคนพลาดไปคือเรื่องของ “การคำนวณต้นทุน”  หลายคนจะคิดเพียงแค่ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้า แต่ไม่เคยคิดถึงต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร ยกตัวอย่างนะครับ ธุรกิจ ก จะได้กำไรทั้งหมด 10,000 บาทในกรณีที่ขายสินค้าหมด  แต่ ธุรกิจ ก ลืมคิดถึง ต้นทุนค่าขนส่ง ค่าแรงพนักงาน ซึ่งรวมทั้งสิ้น 15,000 บาท กลายเป็นว่ากำไรที่ได้มาติดลบซะงั้น ถ้าปล่อยแบบนี้ไปเรื่อยๆคงจะมีแต่ขาดทุนสะสมนะครับ และอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนที่ทำธุรกิจไม่มีกำไรสักทีคือ “การจัดการกับต้นทุนธุรกิจ” และ “การทำบัญชีแยกประเภท” ครับ ธุรกิจที่จัดจำหน่ายสินค้าต้องมีงบลงทุนเพิ่มเพื่อซื้อสินค้าใหม่ แต่เมื่อได้เงินจากการขายสินค้าในล็อตเก่า ก็จะนำเงินทั้งหมดไปใช้จ่ายธุรกิจบ้าง ใช้จ่ายส่วนตัวบ้างโดยลืมแยกส่วนที่เป็นกำไรออกมา จนทำให้ไม่เหลือเงินสดหมุนเวียนกับเงินสำรองฉุกเฉินติดมือเลย หรือธุรกิจที่มีการใช้เครดิตการค้ามากจนเกินไปและลืมไปว่าจะต้องนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายคงที่ต่างๆ อาทิเช่น  ค่าเช่าสถานที่, ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ, เงินเดือนพนักงาน, ค่าใช้จ่ายอื่นๆในธุรกิจเพื่อการลงทุนเพิ่ม รวมไปถึงค่าการตลาดต่างๆ หากเราใช้เครดิตล่วงหน้ามากเกินไปจนเก็บเงินไม่ได้ซักที รายจ่ายต่างๆในธุรกิจก็รอจ่ออยู่ เมื่อถึงกำหนดจ่ายแล้วเราไม่เหลือเงินสดในมือ  นั่นแหละครับ ความวิกฤติจะมาเยือน!!!! กลายเป็นว่าเราอาจจะต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบหรือขอสินเชื่อจากสถาบัน นอกจากเงินสดจะไม่เหลือในมือแล้วธุรกิจเราก็จะยิ่งจมลงจากภาระดอกเบี้ยทบต้นมหาศาล จากที่เราไปกู้ยืมมา บางคนอาจหาทางออกด้วยการกดเงินสดจากบัตรเครดิต โดนดอกเบี้ยไปเต็มๆ บางรายก็มากถึง 28% ต่อปี เห็นไหมครับว่าแม้กิจการที่เราทำอยู่จะสร้างยอดขายได้มากขนาดไหน แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังก็อาจจะทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวลงก็เป็นได้นะครับ

กำไรหมดเพราะดอกเบี้ยสูง?
กำไรหมดเพราะดอกเบี้ยสูง?

เจ้าของกิจการหลายๆคน อาจเคยมีช่วงที่บริษัทขาดสภาพคล่อง ไม่มีกระแสเงินสดในการหมุนเวียนธุรกิจ บัตรเครดิตจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้เกิดสภาพคล่อง แต่ในบางครั้ง เจ้าบัตรเครดิตนี้เอง ก็อาจจะสร้างหนี้ให้โดยที่ไม่รู้ตัว เพราะดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนั้นสูงปรี๊ดสูงถึง 28% ต่อปี ภาระดอกเบี้ยเหล่านี้เป็นเรื่องที่ เจ้าของกิจการ “มองข้ามไม่ได้” จะดีกว่าไหมถ้าวันนี้ ถ้าคุณได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำลง สิ่งนี้เองที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เงินในกระเป๋าของท่านกลับมา ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าหากกู้เงินเป็นจำนวน 5,000,000 บาท ถ้าคุณเผชิญกับดอกเบี้ยที่ 28% ต่อปี จะทำให้เงินคุณหายไปถึง 1,400,000 บาท ในทางกลับกันถ้าวันนี้ คุณกู้เงินมาเท่ากันคือ 5,000,000 บาทแต่คุณจ่ายดอกเบี้ยเหลือเพียง 9% ต่อปี คุณจะจ่ายดอกเบี้ยเพียง 450,000 บาท ว้าวววว คุณสามารถประหยัดเงินไปได้ถึง 950,000 บาท หรือ มากกว่า 3 เท่าเลยนะ สามารถ รวมหนี้ให้เป็นก้อนเดียว การที่เรานำเงินที่ได้มาในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ไปเคลียหนี้บัตรเครดิตหลายๆ ใบ หรือ หนี้สินนอกระบบ ที่อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 28% นอกจากจะทำให้ภาระเบาลงยังทำให้เราจัดการได้ง่ายขึ้น เพราะเหลือหนี้เพียงก้อนเดียว และที่สำคัญยังสามารถช่วยเพิ่ม credit score ได้อีกด้วย Smartfinn แพลตฟอร์มขายฝากอสังหาริมทรัพย์ที่ Best-Deal ที่สุด! แพลตฟอร์มที่จะช่วยให้คุณ ได้รับ “อัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ต่ำลงเหลือเพียงแค่ 9% ต่อปี” และสามารถนำเงินที่ได้จากการขายฝากนั้นไปเคลียร์หนี้สินต่างๆ ที่สูงปรี๊ด และรวมหนี้ให้เหลือเพียงก้อนเดียว นอกจากเพดานในการกู้กับสถาบันจะเพิ่มขึ้น ยังช่วยให้เรามี Credit Score ที่ดีขึ้นอีกด้วยนะ รู้แบบนี้แล้วรออะไร ถ้าวันนี้คุณมีอสังหาที่ดี คลิกลงทะเบียนได้เลยที่ www.smartfinn.co.th

ป้องกันและกอบกู้เครดิต ด้วยขายฝากกับสมาร์ทฟินน์
ป้องกันและกอบกู้เครดิต ด้วยขายฝากกับสมาร์ทฟินน์

เมื่อภาระหนี้สินที่เริ่มมากขึ้น ชักหน้าไม่ถึงหลัง หมุนเงินจนเครียดทุกเดือน การผิดนัดชำระหนี้กับสถาบันการเงิน ยิ่งทำให้เครดิตของธุรกิจ หรือ ส่วนตัวเสียหายในระยะยาว โดยข้อมูลการชำระหรือผิดนัดชำระต่างๆจะถูกจดบันทึกใน เครดิตบุโร โดย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ - National Credit Bureau โดยสถาบันทางการเงินทุกสถาบันจะใช้บันทึกนี้เป็นเกณฑ์ในการประเมินเครดิตของผู้กู้ทุกราย ประวัติการชำระนี้จะมีอายุ 3 ปีในฐานข้อมูลบุโร ซึ่งหมายความว่าหากผิดนัดชำระ เครดิตเสียนี้จะติดตัวไปอย่างน้อย 3 ปี การทำธุรกรรมใดๆกับสถาบันการเงินทุกสถาบันก็จะเป็นไปได้ยากยิ่ง มากไปกว่านั้นเครดิตเสียนี้จะไม่ถูกลบออกไปจากสถาบันการเงินที่ผู้กู้ได้ผิดนัดชำระตลอดไป สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์ม ขายฝากอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับ SME ที่ต้องการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สิน ที่ปัจจุบันมีภาระดอกเบี้ยสูง ผ่อนไม่ไหว กำลังจะผิดนัดชำระสถาบันการเงิน หรือ ผิดนัดติดแบล็กลิส แล้ว และต้องการกลับเข้าสู่การกู้ยืมผ่านสถาบันทางการเงินในระบบอีกครั้ง โดย แพลตฟอร์ม สมาร์ทฟินน์ จะช่วยให้ SME มีเวลาในการปรับสภาพคล่องของตัวเอง สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์มประสานนักลงทุนในระบบ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ย ประเมินจากบริษัทประเมินมูลค่าที่ผ่านการจดทะเบียนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่จะช่วยให้ SME ทราบถึงราคาซื้อขายจริง ไม่ถูกเอาเปรียบ และเป็นธรรมจากทุกฝ่าย โดย SME สามารถใช้ช่วงเวลาระหว่างการขายฝาก ปรับการทำบัญชีให้กลับเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินได้อีกครั้ง