Matching Platform

กรุณารอสักครู่

Matching Platform ขายฝากอสังหาฯกับนักลงทุน

smartfinn


Matching Platform

ขายฝากอสังหาฯกับนักลงทุน

ความรู้ทางการเงิน

ธปท.ชี้ เงินเฟ้อไทยพุ่ง ย้ำไม่เข้าสู่ Stagflation

ธปท. โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนข้างหน้า (ไตรมาส 2 ปี 65 - ไตรมาส 1 ปี 66) จะอยู่ที่ 4.1% โดยมีปัจจัยจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทาน (cost-push shocks) เป็นสำคัญ ในขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ (demand-pull inflation) ยังอยู่ในระดับต่ำ พร้อมตรึงอัตราดอกเบี้ยช่วยหนุนภาคเศรษฐกิจ   แรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจาก ปัจจัยด้านอุปทานจากต่างประเทศ จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ส่งผลให้ราคาพลังงาน และราคาโภคภัณฑ์ทั่วโลกปรับสูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่องทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ก๊าซหุงต้ม และค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตาม   ปัจจัยด้านอุปทานในประเทศ จากโรคระบาดในสุกร ราคาอาหารสดหมวดอื่นๆ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนราคาอาหารสัตว์ และปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน   อย่างไรก็ดี แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศยังไม่เข้มแข็งนัก จากเศรษฐกิจที่กำลังทยอยฟื้นตัว และยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง   ทั้งนี้ กนง.ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จากราคาอาหารสำเร็จรูปที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นหลัก   ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มสูงกว่า 5% ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงหลังของปี 2565 และกลับมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายตั้งแต่ช่วงต้นปี 66 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้ มาจากผลของฐานของราคาน้ำมันที่ต่ำลงและมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของภาครัฐในปี 64 โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะทยอยลดลงในไตรมาส 4 ของปีนี้   นอกจากนี้ ราคาพลังงานและอาหารที่คาดว่าจะไม่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตามอุปทานน้ำมันของกลุ่มโอเปคและสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่จะบรรเทาลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมายตั้งแต่ช่วงต้นปี 66   ในส่วนการดำเนินนโยบายการเงิน เพื่อดูแลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะเวลาที่เหมาะสม กนง. เห็นว่าภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงินนั้น กนง.ยังให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่องจะช่วยสนับสนุนการจ้างงาน และรายได้ของภาคธุรกิจ และประชาชนให้ขยายตัวได้อย่างเข้มแข็ง สามารถรองรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ ขณะที่ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานในระยะสั้นที่ผันผวนสูงเป็นสำคัญ ดังนั้น นโยบายการเงินที่ต้องใช้ระยะเวลาในการส่งผ่านอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป อาจจำเป็นต้องมองผ่านความผันผวนในระยะสั้น และให้ความสำคัญกับนโยบายการเงิน ที่มุ่งจะรักษาแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย   ในระยะต่อไป กนง.เห็นว่ามาตรการภาครัฐ และการประสานนโยบายมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะมาตรการการคลังที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างตรงจุด ขณะที่นโยบายการเงินยังผ่อนคลายต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนภาวะการเงินโดยรวม นอกจากนี้ มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่มีส่วนช่วยกระจายสภาพคล่อง และช่วยลดภาระหนี้ โดยคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย   ทั้งนี้ กนง. จะติดตามปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพด้านราคาและเสถียรภาพระบบการเงิน   สมาร์ทฟินน์ แหล่งเงินทุนในระบบ ช่วยลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากภาครัฐและสถาบันการเงินที่มีส่วนช่วยกระจายสภาพคล่องและช่วยลดภาระหนี้แล้ว  “สมาร์ทฟินน์” ผู้ให้บริการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ เป็นแหล่งเงินทุนในระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเสริมสภาพคล่อง จากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเพียง 0.75% ต่อเดือน โดยไม่ต้องมีการพิจารณาการเดินหน้าบัญชีธนาคาร หรือเครดิตบูโร สามารถยื่นเรื่องได้ทุกเพศทุกวัย เพียงมีโฉนดที่ดินเท่านั้น พร้อมขั้นตอนดำเนินการที่รวดเร็วและสามารถรับเงินได้ไวกว่าการทำธุรกรรมจากภาครัฐและสถาบันการเงินอื่นๆ ตลอดจนมีเจ้าหน้าที่คอยบริการดูแลตลอดอายุสัญญา   ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม   ไทยไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยไม่อยู่ในภาวะ Stagflation เนื่องจากถึงแม้จะมีเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น แต่เป็นในลักษณะชั่วคราวไม่ต่อเนื่องระยะยาว และเศรษฐกิจปีนี้ สามารถขยายตัว 3.2%  และแนวโน้ม 4.4% ในปีหน้า จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก ขณะที่การระบาดของ Omicron และผลจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียจะไม่กระทบแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะมีแนวโน้มลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงต้นปี 2566   ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจึงไม่เข้าข่ายภาวะ stagflation ซึ่งหมายถึงภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำมากหรือหดตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง   มั่นใจไม่กระทบเงินไหลออกนอกประเทศ ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยปีนี้ 5-6% สู่ระดับเกิน 2% มีผลทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยไทยและต่างประเทศห่างขึ้น ซึ่งคาดว่าส่วนต่างดอกเบี้ยจะไม่สร้างแรงกดดันทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมากนัก เพราะนักลงทุนมักให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวเศรษฐกิจ มากกว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย และจากการที่เรามีทุนสำรองสูง  แต่มีหนี้ในต่างประเทศต่ำ   แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาครัฐปีนี้ลดลง ด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภาครัฐในปีนี้เชื่อว่าจะทยอยลดลง หากเทียบกับ 1-2 ปีที่ผ่านมา   ซึ่งคล้ายกับต่างประเทศที่ทยอยลดการกระตุ้นเศรษฐกิจลงในปีนี้  แต่ภาครัฐยังทำหน้าที่ในการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ด้วยการออกมาตรการภาครัฐเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย   จะเห็นได้ว่าจากผลกระทบเงินเฟ้อหลายๆปัจจัย ส่งผลให้ธุรกิจและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะในเรื่องของการเสริมสภาพคล่องธุรกิจ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งเงินทุน หรือการลดอัตราดอกเบี้ยที่มีอยู่ ทั้งนี้ หากท่านสนใจสามารถขอรับคำปรึกษา จากทีมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญสมาร์ทฟินน์ได้   สนใจลงทะเบียน ปรึกษาฟรี!   ข้อมูลอ้างอิง  ธนาคารแห่งประเทศไทย   สารบัญ ลงทุนอะไรดี ในช่วงตลาดผันผวน 10 มาตรการลดค่าครองชีพจากมติครม. สายเทรดเฮต่อ! คลังเลื่อนแผน เก็บภาษีขายหุ้น แก๊งคริปโต เฮลั่น! ครม.ไฟเขียว เว้นเก็บ VAT และภาษีเงินได้ สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ลงทุนอะไรดี ในช่วงตลาดผันผวน

การลงทุนในตลาดนั้นมีความผันผวนเกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ การระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก หรือผลกระทบวิกฤติรัสเซียและยูเครน รวมทั้งความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ปรับสูงมากขึ้น แต่สิ่งที่นักลงทุนควรทำคือ การปรับตัวและการกระจายความเสี่ยงของประเภทการลงทุนหรือการเลือกลงทุน ที่สร้างผลตอบแทนขั้นต่ำ 3-5% ต่อปี เพื่อรองรับความผันผวน เศรษฐกิจถดถอยหรืออัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น   นักลงทุนพิจารณาเลือกลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้ดังนี้     1. เงินสด เงินฝากธนาคาร หรือกองทุนตลาดเงิน   ช่วงเวลาที่นักลงทุนมีความไม่มั่นใจต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุน อาจจะถือเงินสด เพราะสามารถรักษาอำนาจการซื้อขาย และมีสภาพคล่องสูง เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็สามารถนำเงินสดไปลงทุนได้ แต่อย่าลืมว่าการถือเงินสดนั้น ให้ผลตอบแทนที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ลงทุนอื่นที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้ เมื่ออัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเศรษฐกิจถดถอย จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่หักเงินเฟ้อออก หรือที่เรียกว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง มีค่าลดลงไป     2. ตราสารหนี้   ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ธนาคารกลางจะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้ การลดดอกเบี้ยทำให้มูลค่าของตราสารหนี้สูงขึ้น นักลงทุนควรเลือกลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวมากกว่าระยะสั้น เนื่องจากราคาตราสารหนี้ระยะยาวจะปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าทำให้มีกำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital gain) มากกว่า แต่การลงทุนในตราสารหนี้เอกชนมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้สูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดอันดับเรตติง     3. หุ้นสามัญ   เมื่อเกิดภาวะผันผวนเศรษฐกิจถดถอย ผลประกอบการของบริษัทจะลดลง ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลง นักลงทุนควรพิจารณาหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการ Lockdown ได้แก่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) เช่น ผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เนต ผู้ให้บริการจัดการข้อมูล ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ เป็นต้น และกลุ่มธุรกิจที่มีการทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) เช่น ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์และชำระเงิน ธุรกิจให้บริการออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับ สาธารณสุข หรือ การสันทนาการ เป็นต้น      4. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (REIT)   ในภาวะผันผวนเศรษฐกิจถดถอย และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ กองทุนที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างตราสารหนี้และหุ้นสามัญจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เพราะมีรายได้ของค่าเช่าอย่างสม่ำเสมอ มีกำไร (ขาดทุน) จากส่วนต่างราคา และมีกลุ่มธุรกิจประเภท REIT ที่ได้รับประโยชน์จากการเว้นระยะห่างทางสังคมและการทำงานที่บ้าน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้ารวมถึงการขนส่งสินค้าที่ซื้อขายออนไลน์และกลุ่มศูนย์ข้อมูล แม้ว่ากลุ่มสำนักงาน ค้าปลีก โรงแรมจะได้ผลกระทบกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลักทรัพย์ ที่มีการซื้อขายในตลาดรอง ราคาจึงอาจผันผวนตามสภาวะตลาด และในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอาจจะกระทบต่อรายได้ของกองทุน     5. ทองคำ   เป็นสินทรัพย์ที่ราคาเคลื่อนไหวตรงข้ามกับทิศทางเศรษฐกิจ ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่า และไม่เสื่อมสภาพ     6. อสังหาริมทรัพย์   หากนักลงทุนไม่ชอบหุ้น ก็สามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นสินทรัพย์ไม่ขึ้นกับความผันผวนของภาคอุตสาหกรรมและตลาดหุ้น หากแบ่งเงินมาลงทุนย่อมช่วยลดความเสี่ยงและได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่การที่จะซื้ออสังหาฯ เช่น ที่ดิน ก็ต้องใช้เงินทุนสูงพอสมควร ใช้เวลาในการหาทำเลที่ต้องการ หากต้องการเก็งกำไรใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจมาก     7. รับซื้อฝากอสังหาฯกับสมาร์ทฟินน์   เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ และมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากได้โฉนดเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน รับผลตอบแทนสูง ในอัตราดอกเบี้ย 9-12% ต่อปี โดยเป็นการทำธุรกรรมการขายฝากที่ดิน ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการทำสัญญาขายฝาก ณ กรมที่ดิน      หากเราเข้าใจสถานการณ์แล้ว ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร ในสภาวะตลาดผันผวนแบบนี้ เราก็จะสามารถหาวิธีมารับมือ นำมาปรับใช้ในการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด และปลอดภัยได้ แต่อย่าลืมนะคะ การลงทุนมีความเสี่ยง และผู้ลงทุนก็ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจให้ดีค่ะ   สารบัญ ธุรกิจขายฝากน่าเข้าไปลงทุนจริงหรือไม่? ลงทุนอย่างปลอดภัยกับสมาร์ทฟินน์ คุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน ? 3 วิธีเริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง แบบไหนดี แบบไหนโดน     ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

3 วิธี ปลดหนี้นอกระบบ ไม่ต้องทนกับดอกเบี้ยมหาโหด!

จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมภาคครัวเรือนพบว่า หนี้นอกระบบของภาคครัวเรือนไทย ในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 สูงถึง 8.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อน COVID-19 ในปี 2019 อยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตสูงถึง 78% ถือเป็นการกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งของหนี้นอกระบบ หลังจากที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2019   “ หนี้นอกระบบ ” ปัญหาทางการเงินที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน เพราะกู้ง่าย ไม่ตรวจเครดิตบูโร แต่ต้องแลกมาด้วยดอกเบี้ยสูงลิบ และการทวงหนี้แบบสุดโหด สุดท้ายแล้วหลายคนตกอยู่ในวังวนนี้ หาทางออกไม่เจอ กลายเป็นภาระอันหนักอึ้งจากดอกเบี้ยแสนแพง ยิ่งถ้าเป็นแบบดอกลอย ยิ่งทวีคูณความโหดขึ้นไปอีก เพราะจ่ายแต่ดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆทุกวัน ไม่เคยตัดเงินต้น จนกว่าจะมีเงินมาจ่ายเงินต้นทั้งหมด จากเงินกู้เพียงไม่กี่พันอาจกลายเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสนบาท สุดท้ายไม่สามารถหลุดออกจากวงจรหนี้นอกระบบนี้ได้   ส่วนดอกเบี้ยหนี้นอกระบบที่บอกเราว่าจ่ายน้อย ๆ แบบรายวัน แต่หากเราคิดคำนวณออกมาเป็นรายปีแล้ว มักเจอความจริงที่อาจทำให้คุณช็อคจนเป็นลมได้ เพราะว่ามันสูงจนน่าสะพรึงกลัว มาดูตัวอย่างกันค่ะว่า ดอกเบี้ยหนี้นอกระบบ ถ้าคิดเป็นรายปี ดอกเบี้ยจะสูงแค่ไหน   สมมติคุณกู้เงิน 500,000 บาท จ่ายคืนวันละ 8,500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน จริงๆแล้วคิดดอกเบี้ยคุณเท่าไหร่ สามารถคำนวณคร่าวๆ ได้ตามขั้นตอน ดังนี้   ขั้นแรก คำนวณหาจำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืนทั้งหมดก่อน     เมื่อได้จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืนทั้งหมดแล้ว ให้นำไปลบจำนวนเงินที่กู้มา เพื่อหาจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด   นำดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด มาคำนวณหาอัตราดอกเบี้ยจ่าย ตามระยะเวลาที่กู้เงิน (3 เดือน)   ขั้นสุดท้ายให้นำไปหาอัตราดอกเบี้ยจ่ายต่อปี เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบกับสินเชื่ออื่น ๆ ได้   จะเห็นได้ว่าเงินกู้ตามตัวอย่างข้างต้น ที่เราคิดว่าเราจ่ายคืนเป็นรายวันไม่มากนั้น แท้ที่จริงแล้วเราต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 212% ต่อปี เลยทีเดียว  ส่วนใครที่ติดกับดักหนี้นอกระบบไปแล้ว  เรามี 3 วิธีแนะนำเพื่อปลดหนี้นอกระบบกันค่ะ   3 วิธี เพื่อปลดหนี้นอกระบบ   1. ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เริ่มจากการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเครื่องประดับ ค่ากาแฟ ค่าเหล้า ค่าบุหรี่ ค่าหวย และหารายได้เพิ่มเติม จากความถนัดหรืองานอดิเรกของตัวเอง เช่น ทำอาหาร ทำขนม วาดรูป ออกแบบ งานฝีมือ หรือลองรวบรวมทรัพย์สินที่มีอยู่ ว่ามีอะไรที่ยังพอขายออกไปได้บ้าง เพื่อนำเงินไปใช้หนี้   2. ใช้แหล่งเงินกู้ในระบบแทน แหล่งกู้เงินในระบบ คือ อีกทางเลือกที่สามารถช่วยให้ปลดหนี้นอกระบบได้ โดยการปิดหนี้นอกระบบจากสินเชื่อในระบบที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า ถูกต้องตามกฎหมายและมีหน่วยงานกำกับดูแลชัดเจน ได้แก่   2.1 โคงการสินเชื่อจากธนาคารต่างๆ หากคุณมีประวัติทางการเงินที่ดี มีอาชีพมีรายได้ รายได้มากกว่ารายจ่าย เครดิตสกอร์ผ่านเกณฑ์ เราขอแนะนำให้คุณติดต่อกับทางธนาคาร เพราะมีหลายโครงการที่พร้อมให้บริการ ได้แก่ ธนาคารออมสิน  โครงการธนาคารประชาชน เพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) 1% ต่อเดือน (12%ต่อปี) ธ.ก.ส. โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรและบุคคลในครัวเรือน วงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน (12%ต่อปี)   2.2  SMARTFINN “ สมาร์ทฟินน์ ” แมชชิ่งแพลตฟอร์ม ธุรกรรมการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ออนไลน์ ระหว่างผู้ต้องการเงินกับนักลงทุน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.75% ต่อเดือน (9%ต่อปี) เป็นแหล่งเงินทุนในระบบและถูกต้องตามกฎหมาย มีเจ้าหน้าที่บริการดูแลตลอดอายุสัญญา   สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ขั้นตอนการขายฝากที่ดินกับสมาร์ทฟินน์   3. หาตัวแทนหรือหน่วยงานกลางช่วยไกล่เกลี่ย ประนอมหนี้ สามารถขอคำปรึกษาและร้องเรียนปัญหาหนี้นอกระบบได้ที่หน่วยงานราชการ ประกอบด้วย สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) สำนักงานอัยการสูงสุด สายด่วน 1157 ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง โทร 1359 ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ กระทรวงมหาดไทย โทร 1567 ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม โทร 0 2575 3344   ข้อมูลอ้างอิง สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) ธนาคารออมสิน   สารบัญ ขายฝากที่ดินคืออะไร? ต่างจาก จำนอง ฝากขาย ขาย อย่างไร? ครบทุกประเด็น ที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ โฉนดที่ดิน มีกี่แบบ? แบบไหนซื้อ-ขาย-โอน ได้ 3 กฎเหล็กต้องจำ ก่อนนำหลักทรัพย์ขายฝาก ขั้นตอนการขายฝากที่ดินกับสมาร์ทฟินน์ ทำความรู้จักสัญญาขายฝากที่ดิน     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

สายเทรดเฮต่อ! คลังเลื่อนแผน เก็บภาษีขายหุ้น

หลังจากที่กระทรวงการคลังได้มีนโยบายที่จะจัดเก็บภาษีการขายหุ้น Transaction Financial Tax  เดิมคาดว่าจะเริ่ม ในปี 2565 โดยเป็นการจัดเก็บ “ภาษีธุกิจเฉพาะ” ในอัตรา 0.1% แต่เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์ยังไม่เหมาะสม จึงขอเลื่อนการใช้นโยบายดังกล่าวออกไป   สืบเนื่องจากสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยขณะนี้ยังไม่ฟื้นตัวดี  อันมีผลกระทบจากทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน จึงได้เลื่อนการใช้นโยบายดังกล่าวออกไปอีกสักระยะ  ส่วนเรื่องอัตราการจัดเก็บภาษีนั้น คาดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบกับนักลงทุนมากนัก ทั้งนี้ก่อนหน้านี้กรมสรรพากรได้เคยศึกษาว่า หากต้องจัดเก็บภาษีการขายหุ้นตามที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 0.11% ของยอดขาย พบว่าไม่กระทบกับนักลงทุน ซึ่งมีจำนวนราว 80% ของการขายหุ้น ที่มีมูลค่าการขายต่อเดือนไม่เกิน 1 ล้านบาท และจากรายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย( ADB)พบว่า การเก็บ Financial Transaction Tax ภาษี 94% ปกติมาจากนักลงทุนรายใหญ่ แสดงว่าภาษีนี้ตกอยู่กับกลุ่มคนมีรายได้สูง   สำหรับอัตราการจัดเก็บภาษีนั้นถูกกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรอยู่แล้วที่ 0.1% ของการขาย บวกกับภาษีท้องถิ่นอีก 10 % รวมเป็น 0.11% หลังจากที่ภาษีดังกล่าวได้รับการยกเว้นมานานกว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2534 โดยกรมสรรพากรคิดเฉพาะส่วนเกินของวงเงินที่ได้รับการยกเว้น เช่น หากวงเงินการขายเกินมา 1 พันบาท จะเสียภาษีเพียง 1 บาทเศษ ถ้าวงเงินการขายเกินมา 1 ล้านบาท จะเสียภาษีเพียง 1 พันบาทกว่าเท่านั้น ดังนั้น จึงถือว่าภาระภาษีไม่ได้มาก โดยเฉพาะกับนักลงทุนรายใหญ่ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูง   สารบัญ เตรียมความพร้อมรับมือ กฎหมาย E-Payment สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรของ BOI ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน แก๊งคริปโต เฮลั่น! ครม.ไฟเขียว เว้นเก็บ VAT และภาษีเงินได้ สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ปรับวงเงินคุ้มครองเงินฝาก เหลือ 1 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป     ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

แก๊งคริปโต เฮลั่น! ครม.ไฟเขียว เว้นเก็บ VAT และภาษีเงินได้ สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล

ครม.ไฟเขียว! ร่างกฎหมายบรรเทาภาระภาษีสำหรับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ด้วยการยกเว้นภาษี สำหรับการโอนคริปโทเคอร์เรนซี โทเคนดิจิทัล และให้นำผลขาดทุนซื้อ-ขายมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา   จากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 มีนาคม 2565 ได้อนุมัติมาตรการบรรเทาภาระภาษีสำหรับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล สรุปได้ดังนี้   1. ร่างพระราชกฤษฎีกา พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.1 ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการโอนคริปโทเคอร์เรนซี หรือโทเคนดิจิทัล ในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange)ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 1.2 ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการโอนสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทยตามโครงการพัฒนาและทดสอบการใช้งานสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับการใช้งานภาคประชาชน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และเพื่อเป็นการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน ของ Retail CBDC ทางกรมสรรพากรพิจารณาผ่อนผันภาระภาษีสำหรับคริปโทเคอร์เรนซี ให้แก่การดำเนินโครงการนี้   2. ร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2.1 ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน เป็นจำนวนเท่ากับผลขาดทุนจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลที่เกิดขึ้นในปีภาษีเดียวกัน ทั้งนี้ เฉพาะผลประโยชน์และผลขาดทุนจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) 2.2 ปัจจุบัน การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีปริมาณและความถี่มาก ซึ่งได้ มี พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉ. 19) พ.ศ. 61 กำหนดให้เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือผลประโยชน์ในลักษณะเดียวกันที่ได้จากการถือ หรือครอบครองโทเคนดิจิทัล และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซี หรือโทเคนดิจิทัลเฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนเป็นเงินได้พึงประเมิน ต้องเสียภาษีเงินได้และให้หักภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายของเงินได้พึงประเมินดังกล่าว ในอัตราร้อยละ 15 นอกจากนี้ การโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย 2.3 ร่าง พ.ร.ฎ และร่างกฎกระทรวงดังกล่าว  เป็นมาตรการเพื่อบรรเทาภาระภาษีให้กับประชาชนในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยรัฐบาล สนับสนุนอุตสาหกรรมการเงินยุคใหม่ ให้กับผู้ลงทุนและผู้ประกอบการในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล  ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (ฟินเทค) รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและสร้างนวัตกรรมใหม่   ข้อมูลอ้างอิง : กรมสรรพากร   สารบัญ 10 อันดับ คริปโต ที่น่าลงทุนมากที่สุด (อัพเดทล่าสุด) เตรียมความพร้อมรับมือ กฎหมาย E-Payment 5 ธุรกิจน่าลงทุนปี 65 ธุรกิจการแพทย์ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มาแรง! สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรของ BOI ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรของ BOI ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน

สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรของ BOI ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน   BOI มาจากคำว่า Board Of Investment คือ มาตรการส่งเสริมการลงทุนในการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ให้เข้ามาลงทุนในกิจการที่รัฐให้ความสำคัญ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ   สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการส่งเสริมการลงทุนทั้งในประเทศและการลงทุนของไทยในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศของเราก้าวพ้นการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง (Middle Income Trap) ไปจนถึงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนทางเศรษฐกิจ   โดยธุรกิจที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนนั้น ต้องเป็นกิจการที่สำคัญและเป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ เช่น กิจการผลิตเพื่อการส่งออก กิจการที่ใช้ทุนแรงงานหรือบริการในอัตราที่สูง กิจการที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตร หรือทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ และกิจการที่ยังไม่มีในราชอาณาจักร หรือมีแต่ไม่เพียงพอ หรือมีกรรมวิธีที่ไม่ทันสมัย   บริษัทหรือนักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยนั้นย่อมได้รับสิทธิประโยชน์บางประการ คือ สิทธิประโยชน์ในการได้รับการยกเว้นภาษี และ สิทธิประโยชน์อื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องในทางภาษี   สิทธิและประโยชน์ที่ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจะได้รับ ตามบัญญัติในพระราชบัญญัติการส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มีดังนี้   สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี (ม.31 ม.34 ม.35 ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและเงื่อนไข) ลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% อีก 5 ปี (เฉพาะเขตส่งเสริมการลงทุน) ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบผลิตเพื่อการส่งออก (ม.30 ม.36) ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้ามา เพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา   สิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี อนุญาตต่างชาติถือหุ้น 100% (ยกเว้นกิจการตามบัญชีหนึ่งท้ายพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือที่มีกฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ) อนุญาตให้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน อนุญาตให้ช่างฝีมือ/ผู้ชำนาญการเข้ามาทำงาน   ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขอรับสิทธิและประโยชน์ต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมและต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด เพื่อให้ต่างชาติมาลงทุน ในประเทศไทยและเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น   หลักประกันจากรัฐ ของธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน รัฐจะไม่โอนกิจการของผู้ที่ได้รับการส่งเสริมมาเป็นของรัฐ (มาตรา 43) รัฐจะไม่ประกอบกิจการขึ้นใหม่แข่งขัน (มาตรา 44) รัฐจะไม่ผูกขาดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันกับผู้ที่ได้รับการส่งเสริม (มาตรา 45) รัฐจะไม่ควบคุมราคาผลิตภัณฑ์ของผู้ที่ได้รับการส่งเสริม (มาตรา 46) รัฐจะอนุญาตให้ส่งออกเสมอไป (มาตรา 47) รัฐจะไม่อนุญาตให้ส่วนราชการ องค์การของรัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจ นำผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกับที่ได้รับการส่งเสริมเข้ามาโดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้า (มาตรา 48)     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

5 ธุรกิจน่าลงทุนปี 65 ธุรกิจการแพทย์ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มาแรง!

5 ธุรกิจน่าลงทุนปี 65 ธุรกิจการแพทย์ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มาแรง!   ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลายธุรกิจเริ่มรุกตลาดออนไลน์มากกว่าที่เคย สำหรับในปี 2565 นั้นรายการเศรษฐกิจ Insight ได้เสนอธุรกิจดาวรุ่งหรือธุรกิจน่าลงทุน และธุรกิจดาวร่วงแห่งปี 2565 ดังนี้   ธุรกิจดาวรุ่ง 2565   ธุรกิจน่าลงทุนอันดับ 1 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจดาวรุ่งอันดับ 1 ในปีนี้ คือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ขายของออนไลน์ ซึ่งได้มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตอีกร้อยละ 21 ด้วยมูลค่า 3.65 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจัยหลักที่สนับสนุนได้แก่พฤติกรรมซื้อสินค้าออนไลน์ในช่วงโควิด-19 ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซมากขึ้นเรื่อย ๆ และปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน มีผลต่อการกระตุ้นการใช้โมบายแบงก์กิ้งของผู้บริโภคไทยด้วย   ธุรกิจน่าลงทุนอันดับ 2 ธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อคนเริ่มชินกับการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซแล้ว ธุรกิจแพลตฟอร์มเองก็ได้ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น ต้องสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ และควรทำให้ผู้บริโภคใช้งานได้ง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มธุรกิจแพลตฟอร์มยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยเสี่ยงในธุรกิจนี้ คืออาจยังมีเรื่องของการขาดทุนอยู่บ้าง เพราะต่างฝ่ายต่างก็แข่งขันกันพัฒนาแพลตฟอร์มของตนเองให้เหนือกว่าคู่แข่ง ทำให้ต้นทุนธุรกิจแพลตฟอร์มค่อนข้างสูง อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านดิจิทัลเทคโนโลยีก็ยังมีน้อย   ธุรกิจน่าลงทุนอันดับ 3 ธุรกิจโลจิสติกส์ เดลิเวอรี่ และคลังสินค้า  เมื่ออีคอมเมิร์ซโต ธุรกิจโลจิสติกส์ เดลิเวอรี่ และคลังสินค้าก็โตตามไปด้วย ผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น มีการเดินทาง สั่งอาหาร และส่งสินค้าที่มากขึ้น สำหรับปัจจัยเสี่ยงในธุรกิจนี้ คือ การแข่งขันและคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นในตลาดอีคอมเมิร์ซ รวมถึงผลกระทบจากโควิด 19 ก็ทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น ระยะเวลาในการจัดส่งและนำเข้าสินค้านานมากขึ้น    ธุรกิจน่าลงทุนอันดับ 4 ธุรกิจด้านฟินเทค  ปัจจัยที่สนับสนุนธุรกิจด้านฟินเทคคือ นโยบายการยกเว้นค่าธรรมเนียมทางการเงิน การโอน การชำระเงิน ต่าง ๆ การเพิ่มขึ้นของพฤติกรรมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และการเพิ่มขึ้นของการชำระเงินซื้อสินค้าออนไลน์ ส่วนปัจจัยเสี่ยง คือ ความปลอดภัยในการใช้บริการแพลตฟอร์ม ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความปลอดภัยของข้อมูล และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี    ธุรกิจน่าลงทุนอันดับ 5 ธุรกิจการแพทย์และความงาม  ปัจจัยที่สนับสนุนธุรกิจการแพทย์และความงาม คือ โควิด-19 ทำให้มีการวิจัย พัฒนายารักษา และวัคซีนคุณภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดกระแสการให้ความสำคัญกับสุขภาพเพิ่มมากขึ้น การดูแลความสวยงามและผิวพรรณมากขึ้น ทำให้ธุรกิจเพื่อสุขภาพกลับมาให้บริการได้เต็มรูปหลังจากปิดมานาน   อย่างไรก็ตาม ธุรกิจนี้มีปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน เนื่องด้วยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบัน ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจทางการแพทย์ค่อนข้างสูง ทั้งการนำเข้าเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ   ธุรกิจดาวร่วง แห่งปี 2565  อันดับ 1 ธุรกิจผลิตโทรศัพท์พื้นฐาน และเครื่องโทรสาร  อันดับ 2 ธุรกิจฟอกย้อม และธุรกิจหัตกรรมที่ไม่มีการออกแบบ และราคาถูก  อันดับ 3 ธุรกิจสิ่งพิมพ์ วารสาร ธุรกิจรับส่งหนังสือพิมพ์  อันดับ 4 ธุรกิจโรงพิมพ์ อันดับ 5 ธุรกิจผลิตและขายต้นไม้ ดอกไม้ประดิษฐ์ และธุรกิจผ้าโหล  อันดับ 6 ธุรกิจเครื่องปั้นดินเผา และเซรามิก  อันดับ 7 ธุรกิจร้านถ่ายรูป อันดับ 8 ธุรกิจนำเที่ยวในประเทศ  อันดับ 9 ธุรกิจ Call Center  อันดับ 10 ธุรกิจของเล่นเด็ก    โดยสรุปแล้วธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโลกอนาคต ดิจิทัล และออนไลน์ ยังคงเป็นดาวรุ่งอย่างต่อเนื่อง ส่วนธุรกิจอะไรที่ไม่ได้รับความนิยมหรือไม่ได้รับความสนใจแล้ว ก็อาจจะต้องทรานฟอร์มตัวเองให้สามารถเดินหน้าได้อีกครั้ง     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

เตรียมความพร้อมรับมือ กฎหมาย E-Payment

เตรียมความพร้อม รับมือกฎหมาย E-Payment   ใกล้ถึงสิ้นปี การชำระภาษีถือเป็นหน้าที่ของผู้มีรายได้ ที่ต้องชำระภาษีเพื่อนำไปพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ วันนี้สมาร์ทฟินน์ขอกล่าวถึง ภาษี E-Payment ที่เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน ที่มีแม่ค้า-พ่อค้าขายของออนไลน์เป็นจำนวนมากในทุกๆ ธุรกิจ   E-Payment คืออะไร E-Payment มาจากคำว่า Electronic Payment System หมายถึง การจ่ายเงินหรือทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น การโอนเงินเข้าบัญชี การตัดเงินจากบัญชี การรูดชำระบัตรเครดิต เป็นต้น   ภาษี E-Payment มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการนำส่งเงินภาษี การยื่นรายการ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562   ความหมายของ “ภาษี E-Payment” ในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48)  พ.ศ. 2562 หมายถึง “ผู้ที่รับโอนเงินเข้าบัญชี มียอดเงิน หรือจำนวนครั้งที่โอน ถึงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ก็จะถูกส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษี” ซึ่งไม่ได้รวมแค่คนขายของออนไลน์เท่านั้น แต่กล่าวถึงทุกคนที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย   โดยสถาบันการเงินจะส่งข้อมูลรายงานธุรกรรมที่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขต่อสรรพากร โดยมีเงื่อนไขดังนี้ ฝาก หรือโอนเงินเข้าบัญชี 3,000 ครั้ง/ปี นับเฉพาะจำนวนครั้งที่รับโอนเท่านั้น โดยไม่นับมูลค่ามากหรือน้อย ฝาก หรือโอนรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง/ปี และมียอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาท/ปี (ต้องเข้าทั้ง 2 เงื่อนไข) หากเข้าเพียงเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งจะไม่ถูกตรวจสอบ การนับยอดทำธุรกรรมจะนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม ของปีนั้นๆ   ข้อมูลส่วนตัวที่ถูกจัดส่งให้กรมสรรพากร มีดังนี้ เลขบัตรประจำตัวประชาชน ชื่อและนามสกุล เลขที่บัญชีเงินฝาก จำนวนครั้งของการฝาก/รับโอนเงิน ยอดรวมของเงินฝาก/รับโอนเงิน   หากมีการทำธุรกรรมเข้าเงื่อนไข ควรเตรียมรับมืออย่างไร? สำหรับผู้ที่มีรายได้หรือร้านค้าที่มีการจดทะเบียนและยื่นเอกสารรายได้ตามปกติ ► ไม่ต้องทำอย่างไร สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเสียภาษี หรือ จดทะเบียนธุรกิจอย่างถูกต้อง ► ควรจดทะเบียนบริษัท ◄ หรือ ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ควรจัดเตรียมเอกสารรายรับ-รายจ่าย และเอกสารการเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเอาไว้ เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีเจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง   จากข้อมูลที่ได้กล่าวไปข้างต้นกฎหมายภาษี E-Payment นี้จะมีผลต่อผู้มีรายได้ที่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งพ่อค้าแม่ค้า ร้านค้าออนไลน์/ออฟไลน์ พนักงานทั่วไป หรือพนักงานฟรีแลนซ์ สรุปให้เข้าใจง่ายก็คือ “เป็นบุคคลใดก็ได้ที่เข้าเกณฑ์รายการที่กำหนด”   ทั้งนี้ใกล้สิ้นปีกันแล้วอย่าลืมวางแผนภาษีเพื่อผลประโยชน์ทางภาษีของตนเองตั้งแต่เนิ่นๆกันนะคะ   สำหรับผู้ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องชั่วคราว หรือต้องการลดภาระหนี้ สามารถนำทรัพย์สินมาขายฝากกับสมาร์ทฟินน์ (Smartfinn) ได้ สมาร์ทฟินน์ คือ ช่องทางการขายฝากแบบใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ในอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เคียงกับสถาบันการเงิน      SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

5 โจทย์ใหญ่ของธุรกิจ

5 โจทย์ใหญ่ของธุรกิจ หลายคนชอบที่จะเป็นเจ้านายตัวเอง เป็นนักธุรกิจ แต่การบริหารธุรกิจให้เติบโตและมีกำไรได้ตลอดนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างมาก SMARTFINN ขอนำ 5 สิ่งสำคัญที่ต้องบริหารให้ดีเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด มั่นคง และเติบโตต่อไปได้ มาฝากกันค่ะ   รายได้ คือผลตอบแทนที่กิจการได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการที่เกิดจากดำเนินงานตามปกติ รวมทั้งผลตอบแทนอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานตามปกติและรายได้ที่ได้รับมักอยู่ในรูปของเงินสดหรือสิ่งเทียบเท่าเงินสด   รายจ่าย รายจ่ายเป็นสิ่งที่มาคู่กับรายได้อยู่แล้ว และเป็นส่วนสำคัญที่ต้องบริหาร จัดการให้ดี ยิ่งมีรายได้มากเท่าใด หากควบคุมรายจ่ายไม่ได้ ผลกำไรสุทธิก็จะลดลงเช่นกัน   สภาพคล่อง = เงินสด ด้านธุรกิจและการลงทุนนั้น สภาพคล่องหมายถึง การที่นักธุรกิจหรือนักลงทุน มีเงินหมุนเวียนพอสำหรับการใช้จ่ายเพื่อลงทุน  สภาพคล่องสำคัญอย่างไร สภาพคล่อง คือ ความรวดเร็วในการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด หรือความง่ายในการขาย/เปลี่ยนเป็นเงิน เพื่อให้มีเงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงธุรกิจ ดังนั้น พื้นฐานของการรักษาสภาพคล่อง คือ ถือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินสด เงินฝากหรือเงินลงทุนระยะสั้นไว้ ในระดับสัดส่วนที่สามารถรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น จากสถานการณ์โควิด ทำให้ต้องกันสำรองเงินในส่วนนี้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายอย่างน้อยเป็นเวลา 18 เดือน   ทรัพย์สิน ทรัพย์สินในทางบัญชีจะเรียกว่าสินทรัพย์หรือ Asset ที่บริษัทนั้น ๆ ครอบครองอยู่ สินทรัพย์แบ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน กับ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน หากมีสินทรัพย์หมุนเวียนจำนวนมากบ่งบอกถึงสภาพคล่องของธุรกิจนั้นๆด้วยเช่นกัน   หนี้สิน จำนวนเงินที่กิจการเป็นหนี้บุคคลอื่นหรือพันธะอันเกิดจากรายการค้า การกู้ยืมหรือเกิดจากการอื่น ซึ่งจะต้องชำระคืนในภายหน้าด้วยสินทรัพย์ หรือบริการ เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินกู้  เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร เจ้าหนี้อื่น ๆ เป็นต้น โดยจัดแบ่งเป็นหนี้สินระยะยาว และหนี้สินหมุนเวียน   จะเห็นได้ว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นไม่ง่ายเลย แถมยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่างมากที่ต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น วิสัยทัศน์ การปรับตัวที่รวดเร็ว ทักษะด้านการบริหาร และแข่งขัน ฯลฯ สมาร์ทฟินน์ ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าของธุรกิจทุกท่าน ได้วางรากฐาน 5 ข้อนี้ให้แน่น จะช่วยให้ธุรกิจของท่าน ไปต่อได้อย่างแน่นอน      ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn    

อ่านต่อ >>

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ปรับวงเงินคุ้มครองเงินฝาก เหลือ 1 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ปรับวงเงินคุ้มครองเงินฝาก เหลือ 1 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป   ปัจจุบันสถาบันคุ้มครองเงินฝากให้ความคุ้มครองเจ้าของบัญชีอยู่ที่ 5 ล้านบาท/1 เจ้าของ/สถาบันการเงิน จนถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2564 และจะบังคับใช้วงเงินคุ้มครองที่ 1 ล้านบาทตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป   โดยจะคุ้มครอง 1 รายผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน ไม่ใช่ต่อ 1 บัญชี ซึ่งหมายถึง วงเงินสูงสุดที่ผู้ฝากที่มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากตามเอกสารการเปิดบัญชีจะได้รับเงินฝากคืน ในกรณีที่ผู้ฝากมีบัญชีเงินฝากหลายบัญชีที่เปิดอยู่กับสถาบันการเงิน 1 แห่ง จะต้องนำเงินฝาก (เงินต้นและดอกเบี้ย) ในทุกสาขาและทุกบัญชีของสถาบันการเงินแห่งนั้นมารวมคำนวณ   โดยจากข้อมูลสถิติ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 จำนวนบัญชีที่มีเงินฝากต่ำกว่า 1 ล้านบาท ถือเป็นสัดส่วน 98.69% และจำนวนบัญชีเงินฝากที่เกินกว่า 1 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.31% จากจำนวนบัญชีทั้งหมด     ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ทำความรู้จัก 3 เทรนด์การเงินในอนาคต

ทำความรู้จัก 3 เทรนด์การเงินในอนาคต   DeFi - Decentralized Finance คือระบบการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง ที่จะไม่มีตัวกลางอีกต่อไป ให้ผู้ที่ต้องการทำธุรกรรมมาพบปะกันโดยตรง โดยใช้ระบบ Blockchain ในการทำงาน   ข้อดี ต้นทุนต่ำ สามารถเข้าถึงได้ทุกประเทศทั่วโลก   การใช้งานในปัจจุบัน บริการฝาก-กู้ยืม Cryptocurrency (Compound) บริการแลกเปลี่ยน Cryptocurrency (UniSwap) ตัวเชื่อมการเงินในปัจจุบันและ Cryptocurrency (MakerDAO)      Embedding Fintech คือทุกบริษัทสามารถให้บริการทางการเงินด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นสถาบันการเงิน   ข้อดี เข้าถึงและตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้มากกว่าสถาบันการเงิน รู้ถึงแนวโน้มและพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ   การใช้งานในปัจจุบัน Grab / Robinhood คือ Food Delivery ที่ปล่อยสินเชื่อ Line BK คือ Social Banking ที่ให้บริการทางการเงิน Facebook Pay คือ Social Media ที่รับชำระเงิน     Open Banking คือสถาบันการเงินหรือบริษัทเทคโนโลยี เข้าถึงและใช้ข้อมูลการเงินของผู้ใช้ได้อย่างสะดวกและปลอดภัยโดยใช้ API   ข้อดี พัฒนาต่อยอด และเพิ่มมูลค่าให้กับนวัตกรรมทางการเงิน ลดขั้นตอนการใช้งานของผู้ใช้บริการได้   การใช้งานในอนาคต บริหารการเงินได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางเดียว ลดขั้นตอนการขอสินเชื่อ โดยผู้ให้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง   ที่มา www.krungsri.com www.efinancethai.com www.finnomena.com     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

รู้ทันเขาเราเสี่ยงน้อย

        ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่ ที่ดินไม่มีวันเพิ่มขึ้น แต่ราคาที่ดินสูงขึ้นตลอดเพราะทุกคนต้องหาเลี้ยงชีพ ต้องพักผ่อน ต้องมีที่พักพิงอาศัยนั่นเอง ซึ่งที่อยู่อาศัยนั้นเป็นปัจจัยพื้นฐานของทุกสิ่งมีชีวิต ถึงตรงนี้อสังหาริมทรัพย์ยังเป็นตัวเลือกที่หลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจ ในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวน ตลาดหุ้นยังขึ้น ๆ ลง ๆ และทองก็ราคาพุ่งขึ้นจนอาจเอื้อมไม่ถึงแบบนี้ บิทคอยน์ราคาสูงเกินกว่าจะลงไปซื้อ ในท่ามกลางของภัยร้ายไวรัสโควิด-19 นั้น ก็ยังมีโอกาสดีๆ สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน อย่ามองแต่ในแง่ร้ายเพราะยังมีแง่ดีให้เห็น อย่างไรก็ตามการเลือกอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้อย่างเด็ดขาด ลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นสินทรัพย์ที่ Inertia คือราคามีการเปลี่ยนแปลงหรือขึ้นลงค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ทำให้มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักที่ต่างออกมาประเมินว่า ภาวะโควิด-19 ที่เป็นวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยเมื่อช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มีผลกระทบกับมูลค่าของทรัพย์สินระยะยาวประเภทนี้เท่าไรนัก เพราะราคาสินทรัพย์กับทิศทางเศรษฐกิจไม่ไปด้วยกัน เครื่องมือที่เราสามารถใช้ลดความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของตลาดได้ คือ การกระจายเงินลงทุน (Diversification) จึงขอย้ำคำแนะนำให้ผู้ลงทุนจัดพอร์ตแบบกระจายเงินลงทุนในหลายสินทรัพย์หรือเป็นการกระจายความเสี่ยงเพื่อป้องกันมูลค่าเงินเก็บในมือของเราที่กำลังถูกบั่นทอนให้ด้อยมูลค่าลงเรื่อยๆ จากเงินเฟ้อ ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ช่วยได้ในจุดนี้           แต่ก่อนจะไปรู้จักและเจาะลึกกับการลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า คำว่าอสังหาริมทรัพย์คืออะไร ครอบคลุมอะไรบ้าง แล้วอสังหาริมทรัพย์ ความหมายเหมือน หรือแตกต่างจากสังหาริมทรัพย์อย่างไร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุว่า อสังหาริมทรัพย์คือหนึ่งในประเภทของทรัพย์ ซึ่งหมายถึง ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน มีลักษณะเป็นการถาวร หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย หรือสรุปแบบสั้นๆ ให้เข้าใจง่ายได้ว่า อสังหาริมทรัพย์คือ (Real Estate) สิ่งที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือต้องอยู่ติดกับที่ (Immovable) อย่างเช่น อาคารบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ไปจนถึงที่ดิน และทรัพยากรตามธรรมชาติที่อยู่กับที่ดินนั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นดิน แม่น้ำ หรือเกาะแก่ง ซึ่งความหมายจะตรงกันข้ามกับสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหมายถึง สิ่งที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ (Movable) เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับตกแต่งภายในบ้าน รถยนต์ เป็นต้น และเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง ทำให้การดำเนินการซื้อขายแต่ละครั้งจะต้องมีการทำหนังสือสัญญา หรือทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในรูปแบบของโฉนด ทะเบียน หรือเอกสารที่แสดงสิทธิต่าง ๆ เพื่อให้มีการแสดงข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งในฝั่งของผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนั่นเอง นอกจากการซื้อขายทั่วไปแล้ว ที่นิยมทำกันคือ จำนอง / ขายฝาก ที่ให้ประโยชน์ทั้งผู้ซื้อฝาก / ขายฝาก

อ่านต่อ >>

ปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาธุรกิจได้อย่างไร

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) คือเครื่องจักรที่ถูกสร้าง สามารถทำงานเรียนรู้ พัฒนา โดยแบ่งได้ 3 รูปแบบ   ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีพฤติกรรมเลียนแบบมนุษย์ โดยไม่เลียนแบบข้อผิดพลาดของมนุษย์ หรือเรียกอีกมุมคือให้ระบบทำงานเฉพาะส่วนที่ต้องการให้ทำนั่นเอง เป็นความสามารถเฉพาะทาง สามารถทำงานได้เท่าเทียมมนุษย์หรือ เหนือกว่ามนุษย์ แต่ทั้งนี้จะยังอยู่ในขั้นที่ไม่สามารถเรียนรู้ หรือทำในสิ่งที่ต้องผ่านการคิดพัฒนา การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine learning) เป็นการศึกษาเรียนรู้ด้วยวิธีคิดจากตัวอย่างและประสบการณ์ที่ผ่านมา วิเคราะห์ตามรูปแบบและแผนที่เคยเกิดขึ้น เพื่อมาทำนายความเป็นไปได้ในอนาคต เช่น การทำนายราคาหุ้นในอนาคต จากข้อมูในลอดีตจนถึงปัจจุบัน การเรียนรู้เชิงลึก (Deep learning) ทำงานในรูปแบบของ Machine Learning แต่สามารถทำได้ในระดับที่ซับซ้อนกว่ามาก           เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ถูกนำมาช่วยพัฒนา ปรับปรุงประสิทธิภาพในด้านต่างๆ โดยทำงานด้วยชุดข้อมูลที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เช่น ข้อความ ข้อมูลล็อก ชุดเวลา รูปภาพ เสียง ฯลฯ   AI ต่างกับ Machine learning อย่างไร         AI คือวิทยาศาสตร์ที่ทำการฝึกฝนเครื่องจักร เพื่อลดปัญหาที่เกิดจากการทำงานที่ผิดพลาดของมนุษย์ เปรียบเสมือนการทำงานที่เลียนแบบมนุษย์ แต่ให้ประสิทธิภาพและปริมาณได้สูงกว่า         ในขณะที่ Machine Learning เป็นรูปแบบหนึ่งของ AI แต่มีความลึกซึ้งที่มากกว่าเนื่องด้วยต้องทำงานโดยทำความเข้าใจกับรูปแบบแผนงานของข้อมูลที่ได้รับ และนำมาพัฒนาเป็นแบบแผนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลเดิม   ข้อดี พัฒนาประสิทธิภาพ ด้วยข้อมูลที่ธุรกิจมีอยู่ทำให้ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะเวลาที่น้อยลง ลดความผิดพลาดของมนุษย์ เพราะเป็นเหมือนเครื่องจักรที่มีแบบแผนการทำงานอย่างแม่นยำแล้ว จึงลดอัตราความผิดพลาด ต่างจากมนุษย์ได้มากกว่า เทคโนโลยีอื่นๆสามารถพัฒนาได้มากขึ้นจากการทำงานของ AI เช่น สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ไอทีสำหรับสิ่งแวดล้อม   ข้อเสีย ปัญหาการเลิกจ้าง เมื่อเครื่องจักรอย่าง AI ทำงานได้ประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ ผลที่ตามมามักเป็นมนุษย์ที่จะได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีรูปแบบนี้ ถึงแม้จะทำงานได้ดีกว่ามนุษย์แต่ยังมีข้อจำกัดที่ว่า อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้คือเครื่องจักร ไม่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในทุกสายงาน ข้อจำกัดทางความคิดของหุ่นยนต์ AI เนื่องจากการทำงานของระบบมาจากข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าระบบการทำงานถูกพัฒนาจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วเรียนรู้พัฒนาไปตามแผนที่คาดการณ์จากข้อมูลที่มี จึงอาจก่อให้เกิดการเรียนรู้ผิดๆ จากข้อมูลที่ผิดได้ ยกตัวอย่าง เช่น Chatbot ในทวิตเตอร์ของ Microsoft ที่มีการสื่อสารตอบโต้กับผู้คนออนไลน์อัตโนมัติ และทวีตเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการเหยียดเชื้อชาติ เพราะเนื้อหาที่ผู้ใช้ทวิตเตอร์ท่านอื่นๆ มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเหยียดเชื้อชาติ ทำให้ระบบดังกล่าวต้องปิดตัวลงหลังเปิดได้เพียง 16 ชั่วโมง   การใช้งานกับธุรกิจ         ในปัจจุบัน AI เป็นที่นิยมมากและถูกนำมาใช้ในทุกอุตสาหกรรมก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม, การเงิน, การตลาด, สาธารณะสุข หรือการขนส่งและการเดินทาง ถ้ามองการใช้งานได้จริงแล้วละก็ คาดว่าสามารถใช้งานได้จริงในทุกอุตสาหกรรมก็เป็นได้ หากในองค์กรมีความสามารถในการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาในรูปแบบของความเข้าใจและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์นับว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอยู่ไม่น้อย เพราะในอีกนัยหนึ่ง บุคลากรคือผู้ที่เข้าใจลูกค้า การทำงานขององค์กรนั้นๆ และยังเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้าน AI ด้วยแล้ว การวางแผนเพื่อพัฒนา ประยุกต์นำ AI มาใช้กับองค์กรคงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรในระยะยาวได้อย่างดี   ค่าใช้จ่าย         การนำ AI มาใช้ในองค์กรเริ่มแรกมักต้องมีการลงทุนในระยะแรกก่อน แต่การทำงานของ AI ในระยะยาวจะสามารถช่วยลดต้นทุนในทุกๆด้านให้กับองค์กรได้เป็นอย่างมาก เช่น การซ่อมบำรุงเครื่องจักร ที่มีการคำนวณแผนระยะยาวไว้แล้ว ส่งผลให้ทั้งระบบรู้ได้ว่าต้องซ่อมบำรุงเมื่อใด ต้องสั่งอะไหล่เมื่อใด จำนวนเท่าไหร่ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายของการซ่อมบำรุงได้เป็นอย่างมาก           แม้ในอนาคตจะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา แต่การศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์นับว่าเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย เพื่อต่อยอดพัฒนาองค์กรทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งมีคุณประโยชน์ในระยะยาวได้อีกด้วย

อ่านต่อ >>

เตรียมธุรกิจให้พร้อมรองรับ 5G

5G คืออะไร         Fifth-Generation คือ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายสมัยใหม่ ที่จะมาแทนระบบเดิมอย่าง 4G การทำงานของ 5G ไม่เพียงแต่อยู่บนโทรศัพท์มือถือเท่านั้น แต่จะเข้าถึงอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่สามารถสั่งการผ่าน wifi         การเข้ามาของ 5G จะมีประโยชน์อย่างมากทั้งการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการดำเนินธุรกิจ การปรับตัวของธุรกิจในอุตสาหกรรม   สัญญาณ 5G ทำงานอย่างไร         5G จะถูกพัฒนา 3 ส่วนสำคัญเพื่อการใช้งานกับอุปกรณ์ไร้สายทุกชนิด ความเร็วของอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น จากการขยายช่องสัญญาณ ใช้เวลาน้อยลง เพราะความเร็วในการตอบสนองมากขึ้น รองรับได้มากกว่า 1 อุปกรณ์ในเวลาเดียวกัน เมื่อใช้สัญญาณ 5G สัญญาณ 4G จะต้องถูกยกเลิกไป เนื่องจากไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ นอกจากนี้รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ต้องรองรับ 5G ด้วยเช่นกัน ซึ่งคาดว่าใน 1-2 ปีข้างหน้าอุปกรณ์เหล่านี้จะมีแนวโน้มราคาที่ถูกลง เพราะปัจจุบันยังใหม่จึงมีราคาที่สูง   เกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร ข้อดี ความเร็วสูงกว่า 4G ถึง 20 เท่า ส่งผลให้ใช้ระยะเวลาในการทำงานน้อยลง ทำสิ่งต่างๆได้เร็วขึ้น ด้วยความเร็วที่มากขึ้นส่งผลให้การทำงานของ AI เรียนรู้ได้ดีขึ้น เป็นผลดีต่อองค์กรที่ใช้ AI ในการทำงาน ข้อเสีย แน่นอนว่าการถือกำเนิดของเทคโนโลยีใหม่ๆ จะมีค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ที่อาจมีราคาแพงกว่าฮาร์ดแวร์รุ่นปัจจุบัน ดังนั้นธุรกิจที่ต้องการใช้ประโยชน์จาก 5G จะเริ่มคำนวณงบประมาณสำหรับการอัพเกรดในอนาคต ต้นทุนด้านอินเตอร์เน็ตแพงขึ้นเพราะผู้ให้บริการมีการลงทุนกับ 5G มากขึ้น รวมทั้งความเร็วของ 5G สามารถโหลดข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ให้เร็วขึ้น ดังนั้นจึงมีการใช้งานที่สูงขึ้นตามไปด้วย ผลเสียต่อสุขภาพจากคลื่นความถี่ที่แรงขึ้น ยังคงเป็นคำถามในใจหลายๆคนว่าการที่คลื่นความถี่ 5G เข้ามามีผลต่อสุขภาพของมนุษย์หรือไม่ แม้ว่าจะมีงานวิจัยจำนวนมากที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีผลที่ชัดเจน สำหรับการยืนยันว่าคลื่นเหล่านี้ก่อผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง *ในขณะเดียวกันมีผู้เรียกร้องให้หยุดระงับการพัฒนา 5G เนื่องจากเชื่อว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นเครือข่ายความเร็วสูงเหล่านี้มีผลต่ออวัยวะ การทำงาน และสมองของสิ่งมีชีวิตอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างในนกพิราบ ที่ไม่สามารถบินกลับไปยังที่หมายได้เอง   ธุรกิจไหนได้ประโยชน์กับการมาของ 5G ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เพราะในอนาคตจะมีการใช้อินเทอร์เน็ตที่สูงมากกว่าเดิมเนื่องจากต้องดาวน์โหลดข้อมูลที่มากขึ้น ผู้ให้บริการฮาร์ดแวร์ ทุกธุรกิจในอนาคตจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบเพื่อให้รองรับสำหรับ 5G จึงถือเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ทุกธุรกิจจำเป็นต้องพัฒนาไปด้วย ผู้ให้บริการ AI หรือ ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ไม่เพียงแต่ 5G แต่ในแง่ของการทำธุรกิจในยุคสมัยใหม่ AI นับเป็นที่ต้องการเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น หากมี 5G มาพัฒนาให้การทำงานดีขึ้น คงไม่มีธุรกิจใดที่จะมองข้าม AI ได้อย่างแน่นอน ผู้ให้บริการ Video Steaming เนื่องด้วยความบันเทิงเป็นสิ่งที่คู่กับมนุษย์มาอย่างเนิ่นนาน ระบบ 5G พัฒนาให้ระบบ Steaming ทำงานได้เสถียรขึ้น ผู้คนเข้าถึงสื่อได้ง่ายดาย การเติบโตของผู้ให้บริการ คงต้องสอดคล้องไปเช่นกัน การแพทย์ สามารถพัฒนาการผ่าตัดช่วยเหลือผ่านเครื่องกลข้ามประเทศได้ ยกตัวอย่างในปี 2019 ในจีนสามารถผ่าตัดข้ามพื้นที่โดยใช้เครื่องกลทางการแพทย์   สำหรับคนทำธุรกิจควรเริ่มที่จะศึกษา วางแผน เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ภายในองค์กรที่มี ให้สอดคล้องและรองรับไปกับเทคโนลียีใหม่ๆ และเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจในยุคสมัยที่แข่งขันกันด้วยความเร็ว   อ้างอิง - www.forbes.com - https://sennalabs.com - www.adslthailand.com

อ่านต่อ >>

2021 เตรียม Goodbye Google ธุรกิจไหนไม่มี Mobile Friendly

2021 เตรียม Goodbye Google ธุรกิจไหนไม่มี Mobile Friendly   Mobile Friendly คืออะไร         หากแปลความหมายอย่างตรงตัว นั่นหมายถึงการเป็นมิตรกับโทรศัพท์ ซึ่งในที่นี้ใช้งานกับเว็บไซต์ที่รองรับกับการใช้งานบนมือถือ ไม่เพียงแต่การใช้งานบนมือถือได้เท่านั้น แต่จะต้องสมบูรณ์แบบ สวยงาม และใช้งานง่ายอีกด้วย         เนื่องจากปัจจุบันสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร และใกล้ตัวผู้ใช้งานมากที่สุด การหยิบจับสมาร์ทโฟนเพื่อทำสิ่งต่างๆ ถือเป็นเรื่องทั่วไปของผู้ใช้ โดย Google เองพัฒนาเว็บไซต์และบริการเพื่อให้ครองใจผู้ใช้งานเป็นอันดับ 1 ของโลก ความประทับใจ และประสบการณ์ในการใช้งานของผู้ใช้ต้องเป็นที่พึงพอใจ มิเช่นนั้นอาจมีช่องทางอื่นเข้ามาครองใจของผู้ใช้งานแทน Google ได้         นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ Google จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่ Moblie Friendly เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ไม่สะดุด และได้คำตอบในสิ่งที่ค้นคว้าอยู่   จะรู้ได้อย่างไรว่าเว็บเรา Mobile Friendly ไหม         วิธีการตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตัวเอง เพียงเข้าเว็บไซต์ตาม URL ที่ต้องการตรวจสอบผ่าน Google บนสมาร์ทโฟน และใช้งานเว็บไซต์ในแต่ละหน้า เช่น อ่านรายละเอียด คลิก ลงทะเบียน ดูรูปภาพ ตรวจสอบว่าขณะที่เราใช้งานเว็บไซต์ การใช้งานเป็นอย่างไร อ่านง่าย ตัวอักษรพอเหมาะพอดี ไม่ใหญ่เกินหน้าเว็บ ดูง่าย ใช้งานง่าย ไม่พบปัญหาขณะใช้งานผ่านโทรศัพท์         วิธีตรวจสอบโดยเครื่องมือของ Google ตรวจสอบทีละหน้า นำ URL เว็บที่ต้องการตจรวจสอบ กรอกผ่านเว็บไซต์ https://search.google.com/test/mobile-friendly ตรวจสอบทุกหน้า สามารถตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ https://search.google.com/search-console แต่การตรวจสอบด้วยวิธีนี้ จำเป็นที่จะต้อง Log in บัญชีของ Google เสียก่อน และเพิ่มเว็บไซต์ที่ต้องการตรวจสอบ >> เมนู Mobile Usability ระบบก็จะแสดงผลหน้าเว็บไซต์ใน Domain หลักว่าหน้าใดไม่รองรับ Mobile Friendly   ทำอย่างไรให้เว็บ Mobile Friendly หากตรวจสอบแล้วพบว่า เว็บที่เรามีนั้น “ไม่ Mobile Friendly เลย” ทำอย่างไรดี? ก่อนอื่นให้แก้ไขตามคำแนะนำจากการตรวจสอบของ Google ว่าควรปรับแก้ไขที่จุดใด รวมทั้งสิ่งหลักที่ควรปรับให้เป็นไปตามมาตรฐานของ Google ดังนี้ แก้ไขเว็บไซต์ให้การโหลดเว็บไซต์เร็วขึ้น สามารถเช็คความเร็วเว็บปกติได้ที่ https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights ตั้งค่าเว็บไซต์ทั้ง 2 รูปแบบให้มีโครงสร้างเหมือนกัน แต่สามารถ responsive ได้ในทุกอุปกรณ์ ปรับขนาดตัวหนังสือที่เป็นกลางระหว่าง 2 อุปกรณ์ เพื่อให้เมื่อดูบนอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งแล้ว ขนาดไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป จัดระยะห่างของเมนู หรือเนื้อที่คลิกได้ในระยะที่พอเหมาะสม ไม่ห่างหรือใกล้กันเกินไป เนื่องจากเมื่อขนาดถูกย่อลง จะแสดงผลได้ไม่ครบถ้วน ซึ่งไม่เป็นไปตาม Mobile Friendly ไม่ควรมีหน้าต่าง pop-up แสดงผลบดบังเนื้อหาหลักของเว็บไซต์         หากเว็บไซต์ของใครยังไม่รองรับสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยังเหลือเวลาอีกกว่า 2 เดือนเพื่อเร่งปรับปรุงแก้ไข เพื่อไม่ให้เสียพื้นที่บน Google ในการทำการตลาดกับลูกค้า อย่างไรก็ตาม การแก้ไขเว็บไซต์จำเป็นต้องตรวจสอบการใช้งานจริงอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ควรมองข้ามเรื่องการใช้งาน หรือการ Error ของระบบกันนะคะ เพราะเมื่อหลุดการแสดงผลบน Google ก็เหมือนเริ่มนับหนึ่งอีกครั้งที่ต้องหาทางแก้ไขเพื่อมีพื้นที่บน Google อีกครั้ง

อ่านต่อ >>

รวมค่าลดหย่อนภาษี SMEs ปี 2563

รวมค่าลดหย่อนภาษี SMEs ปี 2563           ปี 2563 ถือเป็นปีที่มีมาตรการลดภาษีจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพราะในสภาวะเศรษฐกิจจาก วิกฤติ Covid-19 ส่งผลกระทบกับหลายธุรกิจกันถ้วนหน้า         ตอนนี้เริ่มเข้าไตรมาสสุดท้ายของปี ผู้ประกอบการทั้งหลายคงเริ่มที่จะสรุปงบ วางแผนภาษี หรือจัดการค่าใช้จ่ายในระยะเวลา 3 เดือนที่เหลือนี้เพื่อประโยชน์ของบริษัท วันนี้สมาร์ทฟินน์จึงรวบรวมมาตรการลดหย่อนภาษีในปีพ.ศ.2563 นี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการค่ะ   ลดภาระดอกเบี้ยจ่าย ใช้หักรายจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม 1.5 เท่า (สำหรับรายจ่ายดอกเบี้ยช่วงเมษายน - ธันวาคม 2563) ให้ SME ที่เข้าร่วมมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของรัฐบาล (Soft Loan) โดยต้องมีเงื่อนไขดังนี้ มีรายได้ 12 เดือนไม่เกิน 500 ล้านบาท จำนวนลูกจ้างไม่เกิน 200 คน มีรอบบัญชีสิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2563 จัดทำบัญชีเดียว   การจ้างงานต่อเนื่อง นำรายจ่ายค่าจ้างพนักงานมาหักรายจ่ายได้ 3 เท่า (สำหรับรายจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เดือน เมษายน - กรกฎาคม 2563) โดยมีเงื่อนไขดังนี้ มีรายได้ 12 เดือนไม่เกิน 500 ล้านบาท จำนวนลูกจ้างไม่เกิน 200 คน มีรอบบัญชีสิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2563 ค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน ต่อเดือน จำนวนลูกจ้างต้องไม่น้อยกว่าวันสุดท้ายของเดือนธันวาคม 2562   เพิ่มสภาพคล่องผู้ส่งออกที่ดี สำหรับผู้ส่งออกที่ดี และผู้ประกอบการส่งออกที่ขึ้นทะเบียน จะได้รับคืน VAT เร็วกว่าปกติ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัท โดยจะร่นระยะเวลาในการทำเรื่องขอคืนภาษีแตกต่างกันไปตามรูปแบบการยื่น ยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต ได้รับ VAT คืนภายใน 15 วัน เดิม 30 วัน ยื่นผ่านกรมสรรพากรพื้นที่สาขา คืนภายใน 45 วัน เดิม 60 วัน   สนับสนุนการแก้ไขปัญหา Covid-19 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคลที่จดทะเบียน บริจาคเงินหรือสินทรัพย์ช่วย Covid-19 หักรายจ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ และผู้ประกอบการที่บริจาคทรัพย์สิน จะได้รับยกเว้น VAT ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2563 - 5 มีนาคม 2564   ลดอัตราภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการที่มีรายได้จากค่าจ้างทำของ ค่าบริการ นายหน้า ค่าวิชาชีพอิสระ โดยจัดแบ่งช่วงลดอัตราดังนี้ ลดเหลือ 1.5% ในระยะเวลาเมษายน - กันยายน 2563 (จ่ายผ่านช่องทางไหนก็ได้) ลดเหลือ 2% ในระยะเวลาเดือนตุลาคม 2563 - ธันวาคม 2564 (จ่ายผ่าน e-Withholding Tax เท่านั้น)   การจ้างงานผู้พ้นโทษ ลดหย่อนได้จำนวน 1.5 เท่า สำหรับนิติบุคคลผู้พ้นโทษที่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเป็นระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ปล่อยตัวเข้าทำงาน ค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ต่อคน   การปรับปรุงซ่อมแซมกิจการโรงแรม ลดหย่อนได้จำนวน 1.5 เท่าสำหรับค่าใช้จ่ายในการต่อเติม ปรับปรุงทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม   การอบรมสัมนาในประเทศ ลดหย่อนได้จำนวน 2 เท่า สำหรับการอบรม สัมนา ห้องพัก รวมทั้งค่าใช้จ่ายมัคคุเทศน์   การลงทุนเครื่องจักร ลดหย่อนได้จำนวน 2.5 เท่า สำหรับธุรกิจที่ลงทุนในเครื่องจักร โดยแบ่งเป็น 1.5 เท่าสำหรับราคาที่จ่ายจริง และ 1 เท่า สำหรับค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา   ปีนี้นับเป็นปีที่มีมาตรการมากมายจริงๆค่ะ อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการสามารถวางแผนลดหย่อนภาษีได้ตามประเภทธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับมาตรการ ใช้สิทธิให้คุ้มค่ากันได้เลยค่ะเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

อ่านต่อ >>

ติด F ธนาคารทำไงดี?

ติด F ธนาคารทำไงดี? Fraud List คือ “ การปลอมแปลงเอกสาร ” ประวัติทุจริตต่างๆ ในระบบสถาบันการเงินที่ผู้กู้ขอสินเชื่อ แล้วสถาบันการเงินตรวจสอบแล้ว ไม่เชื่อถือ เป็นข้อมูลที่ดัดแปลง ปลอมแปลง สร้างขึ้นใหม่ ไม่ตรงตามความจริง ที่จะทำให้สถาบันการเงินเกิดความเสียหาย   ปัจจัยที่ทำให้เกิด “ฟรอด” ดังนี้   เกิดจาก “ตัวเราเอง” ซึ่งสามารถเกิดได้จากเจตนา ที่ได้รับคำแนะนำที่ผิดจากบุคคลอื่น เช่น การปลอมแปลงเอกสารประกอบการขอสินเชื่อ, การออกหนังสือรับรองไม่ตรงตามจริง, หักประกันสังคมไม่ตรงกับรายได้, ข้อมูลการเสียภาษีไม่ตรง และกรณีไม่เจตนา เพราะไม่รู้ เลยยื่นด้วยความสุจริตใจ เช่น ยื่นรายได้ไม่ตรงกัน เนื่องจากมีรายได้หลายช่องทาง   เกิดจาก “บุคคลอื่น” เช่น ตัวแทนสินเชื่อจากธนาคาร พนักงานขาย ทำการแอบอ้างปลอมแปลงเอกสารเพื่อความรวดเร็ว ไม่เสียเวลา เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้า ยอดขาย คอมมิชชั่นตามที่ต้องการ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียของผู้ขอสินเชื่อ   เกิดจาก “เจ้าหน้าที่ส่งข้อมูลฟรอดของธนาคาร” เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องขาดความสามารถในการประเมิน วิเคราะห์ การใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาตัดสินข้อมูล ไม่ตรวจสอบประวัติ และข้อมูลอย่างถี่ถ้วนและเป็นมาตรฐานสากล ทำลายอนาคตและโอกาสของผู้ขอสินเชื่อ ทั้งที่มีศักยภาพพร้อมที่จะเป็นลูกค้าที่ดีของธนาคาร   วิธีแก้ไขหากติด Fraud List   หาสาเหตุให้พบว่าเคยมีพฤติกรรมเช่นดังกล่าว หรือใครดำเนินการเอกสารแทนผู้ขอสินเชื่อโดยไม่รู้ตัว เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ในการแก้ไขขอลบข้อมูลดังกล่าวจะไม่ได้มีปัญหาในการขอสินเชื่อต่อไป   กรณีที่ไม่ทราบต้นตอของผู้ดำเนินการแทนผู้ขอสินเชื่อให้ติดต่อธนาคาร ฝ่ายรับเรื่องร้องเรียน เพื่อสอบถามสาเหตุ ขอคำแนะนำปรึกษา หรือติดต่อ สมาคมธนาคารไทย เพื่อหาแนวทางการแก้ไข จากนั้นทำหนังสือร้องเรียน(แนบรับรองสำเนาบัตรประชาชน) ไปยังธนาคารต้นเหตุโดยส่งems ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เพื่อให้ตรวจสอบวันที่รับได้) หากพ้นเกิน 15 วันทำการนับจากวันเซ็นต์รับเอกสารแล้วยังไม่ติดต่อกลับ นิ่ง หรือเพิกเฉย ร้องเรียนที่นี่ กรอก "แบบฟอร์มร้องเรียน" ถึง ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน(ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย โทร 1213 ( www.1213.or.th ) ใช้เวลาประมาณ 20 วันทำการ ทาง ศคง. จะส่งเรื่องไปให้ศาลแขวงเพื่อหาข้อสรุป และทางออกให้กับผู้ร้องเรียน กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมถูกปลอมแปลงเอกสาร หรือเกิดจากความผิดพลาดจากการส่งข้อมูล "ฟรอด" ของธนาคาร ทำให้ได้รับความเสียหายสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ทั้งทางแพ่ง และอาญา   อย่างไรก็ตามก่อนทำธุรกรรมต่างๆ ควรคำนึงถึงผลที่จะตามมา ดังนั้นควรทำโดยความสุจริต เพราะผลเสียของการติดฟรอดนั้น เสมือนติดคุกทางการเงินตลอดชีวิต ไม่สามารถแก้ไขได้เลยหากไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ ซึ่งต่างจากเครดิตบูโรที่สามารถให้โอกาสในการพัฒนาประวัติทางการเงินให้ดีขึ้นได้     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

Big Data ช่วยพัฒนาธุรกิจคุณได้อย่างไร

Big Data ช่วยพัฒนาธุรกิจคุณได้อย่างไร           Big Data หากแปลตรงตามชื่อที่ถูกเรียกว่า “Big Data” นั้น ก็คือข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริง ก็เป็นข้อมูลขนาดใหญ่ตามความหมายของตัวมันเอง แต่ใหญ่แค่ไหนกันล่ะ? Big Data เป็นคำนิยามของเหล่าข้อมูลทั้งหมดขององค์กร ซึ่งแต่ละองค์กรก็จะมีข้อมูลที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลบริษัท ลูกค้า คู่ค้า พฤติกรรมลูกค้า ไฟล์งาน รูปภาพ รวมไปถึง URL ลิงค์ต่างๆ   Big Data มีคุณลักษณะดังนี้ ปริมาณมาก (Volume) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Velocity) มีความหลากหลาย (Variety) มีคุณค่าต่อการใช้งาน (Value) ยังไม่ผ่านการประมวลผล ซึ่งสามารถนำไปสร้างประโยชน์ต่อองค์กรได้เป็นอย่างดี (Veracity)   การทำงานกับ Big Data รวบรวมข้อมูลจากหลากหลายที่มา และรูปแบบที่แตกต่างกันไป โดยต้องมีการประมวลผล จัดรูปแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานตามวัตถุประสงค์นั้นๆ จัดการรวบรวมจัดเก็บข้อมูลของ Big Data จำเป็นที่จะต้องใช้ที่จัดเก็บขนาดใหญ่ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเก็บแบบใดก็ขึ้นอยู่กับกับความสะดวกของผู้ใช้งาน วิเคราะห์ข้อมูล เมื่อแต่ละองค์กรเริ่มลงทุนกับ Big Data ก็ควรนำข้อมูลที่มีมาพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์เพื่อวางแผน ต่อยอดในรูปแบบต่างๆ   การปรับใช้กับธุรกิจ เข้าใจพฤติกรรมลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากการเก็บข้อมูลของลูกค้าจำนวนมากเพื่อมาวิเคราะห์จะทำให้เห็นพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้า คาดการณ์แนวโน้มว่าจะเป็นไปอย่างไร อะไรทำให้ได้รับความสนใจ หรือการตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภค และนำมาพัฒนา วางแผนเพื่อให้เกิดลูกค้าใหม่ สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเดิม ประสบการณ์การใช้บริการมีส่วนสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริโภค และองค์กร เมื่อมีข้อมูลที่มากพอ และการคาดการณ์ที่แม่นยำ สามารถทำให้องค์กรก้าวนำและได้เปรียบคู่แข่ง การคาดการณ์ระบบภายใน การซ่อมบำรุงเครื่องจักร ใช้ประโยชน์จาก Big Data เพื่อประหยัดงบการซ่อมบำรุง เพิ่มประสิทธิภาพการซ่อมบำรุงให้มากขึ้น ทันเวลา และประหยัดงบประมาณ ด้วยการกำหนดตารางเวลาการซ่อมบำรุง การเตรียมสต๊อกอะไหล่ นอกจากนี้ยังป้อนการเรียนรู้ให้กับเครื่องจักร หรือที่เรียกว่า Learning Machine ให้ระบบได้เรียนรู้การทำงานตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งเป้าไว้ สร้างธุรกิจใหม่จาก insight ของผู้บริโภค เนื่องจาก Data ต่างๆ ที่ได้รับมา หากจัดการผ่านกระบวนการ สร้างความเข้าใจ และสร้างสรรค์ก็สามารถสร้างธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์คนในกลุ่มนั้นๆ แม้ว่าอาจจะเป็น “ปัญหา” ของผู้บริโภคที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง แต่ความสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพบปัญหา สิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมมักเกิดขึ้นเพื่อเป็น “ทางแก้” ให้กับปัญหาเหล่านั้น   ความสำคัญ         ในปัจจุบัน Big Data มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากข้อมูลของทั่วโลกในแต่ละวัน มีปริมาณสูงมากกว่าหน่วย Terabyte และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่สำคัญในด้านการจัดเก็บ แต่รวมถึงการรวบรวม และการนำไปใช้จริง ผ่านกระบวนการวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์   ซึ่งในปัจจุบันการจัดการหรือการนำข้อมูลไปใช้ในประเทศไทยยังมีข้อด้อยอยู่มาก ด้วยเหตุผลหลายๆด้าน อาจเป็นเพราะยังใหม่อยู่มากในประเทศไทย เช่น ไม่มีข้อมูล หรือข้อมูลน้อยเกินกว่าที่จะรวบรวมและวิเคราะห์เพื่อใช้ประโยชน์ ข้อมูลไม่อัพเดท อีกทั้งปัญหาข้อมูลที่ถูกจัดเก็บแยกกันระหว่างหน่วยงาน ต่างหน่วยงานต่างหวงแหนข้อมูลที่มี ขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เนื่องด้วยตัว Big Data จะมีความแตกต่างจากการเก็บข้อมูลสมัยก่อนอยู่มาก ขาดเครื่องมือ ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ยิ่งลงมือทำจริงในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลจำนวนมาก ยิ่งต้องใช้งบประมาณถึงหลักสิบล้านบาท ไม่ถูกนำมาใช้จริง ในประเทศไทยยังใช้หลักการเก็บฐานข้อมูลของลูกค้าแบบเดิมๆอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์แต่คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับการใช้ตัวเลข สถิติที่ได้จากการวิเคราะห์มาปฏิบัติจริงเท่าที่ควร   ตัวอย่างการนำ Big Data มาใช้ในธุรกิจจริง Netflix เลือกนำข้อมูลพฤติกรรมการเลือกดูสื่อภายในแอปพลิเคชั่นมาปรับใช้ตามแบบเฉพาะของผู้ใช้แต่ละคน ทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้ที่มีต่อ Netflix เป็นที่น่าพึงพอใจ เนื่องจากผู้ใช้ได้รับสาร หรือเนื้อหาเป็นไปตามความสนใจเฉพาะบุคคล และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องใช้เวลาในการค้นหา เหมือนแพลตฟอร์มอื่นๆที่มีการแสดงผลเช่นเดียวกัน ทำให้ผู้ใช้แต่ละคนต้องเลือกสารในรูปแบบความสนใจของตนด้วยตัวเอง Facebook ในแต่ละวันมีผู้ใช้นำข้อความและเนื้อหาเข้าในระบบ Facebook กว่า 500 TB นอกจากนี้ยังมีการเก็บพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ว่าให้ความสนใจในสิ่งใด มีส่วนร่วมในสิ่งใด และนำมาทำงานร่วมกันกับผู้ประกอบการที่ต้องการทำโฆษณาเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น ประเทศจีน นับเป็นประเทศที่มีความเจริญในด้านข้อมูลมากจริงๆ การนำมาใช้งานของประเทศจีนถือว่าเป็นที่ก้าวหน้ามาก แม้เป็นรูปแบบที่ไม่แสวงหากำไร ยกตัวอย่างเช่น CCTV ในประเทศจีนที่สามารถแยกแยะข้อมูลของผู้ที่อยู่ในกล้อง CCTV ได้เลย และพัฒนาให้ประเทศมีระบบระเบียบมากขึ้น อย่างการตรวจจับผู้คนที่ไม่ข้ามถนนตรงตามทางม้าลาย หรือการใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้า และยานพาหนะในระยะ 50 เมตร เพื่อใช้จับกุมตัวคนร้ายที่หลบหนีคดีมาแล้วกว่า 20 ปี เป็นต้น ธุรกิจ E-commerce ถือเป็นธุรกิจที่มีสามารถนำข้อมูล Big Data ที่มีไปพัฒนาได้หลากหลายให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจได้เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมการดูสินค้าชิ้นเดิมซ้ำๆ ราคาสินค้าที่ผู้บริโภคยอมรับได้ มีแนวโน้มที่จะยอมซื้อในราคาเท่านี้ หากมีการนำข้อมูลใช้อย่างรอบด้านจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยในการเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ   แม้ว่าวันนี้ธุรกิจของคุณอาจะยังไม่มีการจัดวางระบบเพื่อริเริ่มทำการเก็บข้อมูลแบบ Big Data อย่าพึ่งกังวลว่าเริ่มดำเนินการช้าจะเสียประโยชน์ไป เพราะปัจจุบันนี้ ข้อมูลมีจำนวนที่มากขึ้นในทุกๆวัน หากวางแนวทางในการใช้งานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าคุณจะเก็บมาเพียง 1 เดือนก็ตาม คุณก็อาจได้ประโยชน์มากกว่าผู้ที่มีข้อมูลมาเป็น 10 ปี แต่เป็นข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ หรือข้อมูลไม่อัพเดท โดยที่ไม่มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผน ดังนั้นไม่สายไปที่จะเริ่มปรับตัวในตลาด Big Data     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

Ransomware คืออะไร อันตรายต่อธุรกิจอย่างไร

Ransomware คืออะไร อันตรายต่อธุรกิจอย่างไร   คืออะไร         คือ มัลแวร์ประเภทหนึ่ง ที่ถูกสร้างมาเพื่อทำหน้าที่ในการเข้ารหัสหรือล็อกไฟล์ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์รูปภาพ เอกสาร วิดีโอ ส่งผลให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงไฟล์งานได้เนื่องจากถูกล็อกด้วยรหัสป้องกันไว้ ซึ่งหากต้องการใช้งานไฟล์ที่ถูกเข้ารหัส จะต้องทำการจ่ายเงินตามที่ตัวระบบได้แจ้งไว้ เหมือนกับการ “เรียกค่าไถ่”         ข้อความเรียกค่าไถ่จะระบุจำนวนเงินค่าไถ่ที่ต้องการ รวมทั้งให้ชำระเงินผ่านช่องทางที่ยากต่อการตรวจสอบหรือติดตาม เช่น Bitcoin เป็นต้น แม้ว่าคนส่วนมากจะเรียกว่าไวรัสเรียกค่าไถ่ แต่หลายต่อหลายกรณีแม้ว่าจะได้ทำการ “ชำระค่าไถ่” ให้กับผู้ล็อกไฟล์แล้วก็ตาม ก็ไม่สามารถเข้าถึงไฟล์งานได้จริงอย่างที่เรียกค่าไถ่ไว้   Ransomware สามารถเข้าระบบเราได้อย่างไร           เจ้าของตั้งใจที่จะแฝงตัวมัลแวร์นี้เข้ามาผ่านกล่องข้อความ Email, โฆษณา Banner ที่แสดงในอีเมล หรือไฟล์งานในอีเมล โดยมีตั้งชื่อไฟล์ ชื่อเรื่อง เนื้อหาที่น่าเชื่อถือ เลียนแบบหน่วยงานทั่วไปที่เราเคยเห็นผ่านตา เช่น ธนาคาร   ข้อควรสังเกต คือ ชื่อที่อยู่อีเมลผู้ส่ง ว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ในรูปภาพตัวอย่างอีเมลที่เหมือนธนาคารแห่งหนึ่ง แต่แท้จริงเป็นอีเมลปลอม เครดิตรูปภาพ ชนิดของไฟล์ที่แนบมากับอีเมล ไฟล์มักตั้งชื่อเป็นนามสกุลไฟล์งาน present.doc แต่แท้จริงแล้วเมื่อสังเกตอย่างถี่ถ้วนจะเห็นว่าเป็นไฟล์ present.doc.exe ตัว .exe คือตัวการในการติดตั้งเพื่อเข้าโจมตีระบบ URL ที่มีการให้คลิก มี่ที่อยู่น่าเชื่อถือหรือไม่   อันตรายอย่างไร/ส่งผลเสียต่อธุรกิจอย่างไร         ส่งผลเสียต่อธุรกิจในทุกทางไม่มากก็น้อย เพราะข้อมูลต่างๆในองค์กรล้วนต้องจัดเก็บไว้เพื่อใช้สำหรับองค์กร เช่น เอกสารบัญชี เอกสารข้อมูลลูกค้า ข้อมูลสินค้า สต๊อกสินค้า สูตรอาหาร ประวัติคนไข้ ฯลฯ ทั้งสิ้นล้วนเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าต่อองค์กร หากองค์กร หรือหน่วยงานใดมีการเตรียมตัวป้องกันที่ดี อาจได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย หรือไม่ได้รับผลกระทบเลย   ตัวอย่างผลเสียที่เคยเกิดขึ้น         ผู้ป่วยเข้าขั้นวิกฤตในเยอรมันเสียชีวิต เนื่องจากโดน Ransomware แฮ็กระบบภายในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยดูเซลดอฟ ประเทศเยอรมัน ซึ่งทำการโจมตีระบบของโรงพยาบาลด้วยการปิดระบบการทำงานทั้งหมด ส่งผลให้ระบบที่ทำการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลหยุดทำงานทันที ส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยเข้าขั้นวิกฤตต้องถูกส่งตัวไปรักษาโรงพยาบาลใกล้เคียงห่างไปประมาณ 30 กิโลเมตร ด้วยความล่าช้าของการรักษา ส่งผลร้ายแรงทำให้ผู้ป่วยเข้าขั้นวิกฤตเสียชีวิต อย่างไรก็ตามการโจมตีของ Ransomware มักไม่สามารถตรวจสอบผู้ลงมือได้ เนื่องจากอาศัยช่องโหว่ของระบบในการโจมตี   วิธีป้องกัน สำรองข้อมูลไว้ภายนอกเครือข่าย อัพเดตซอฟแวร์สม่ำเสมอเพื่อป้องกันการโจมตีผ่านช่องโหว่ของระบบ ติดตั้งโปรแกรมป้องกันมัลแวร์ ตรวจสอบอีเมลที่ได้รับให้ดีเสียก่อน อย่าวู่วามในการคลิก   ที่ผ่านมา Ransomware ทำงานโดยมีการก่อกวนเพื่อเรียกค่าไถ่กับไฟล์ ใส่รหัสกับตัวไฟล์เท่านั้น แต่ในปัจจุบันเริ่มมีความก้าวร้าวมากขึ้น มีการทำให้เกิดความเดือดร้อน หรืออับอายต่อสาธารณะมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ดังนั้นเมื่อทั่วโลกยังไม่สามารถพัฒนาระบบป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่เหล่านี้ได้ สิ่งที่เราเองในฐานะพนักงาน องค์กร เจ้าของกิจการจะทำได้คือปกป้องและสำรองข้อมูลไว้อยู่สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันภัยร้ายจากมัลแวร์

อ่านต่อ >>

วิธีการจัดการหนี้ ให้หมดสิ้นอย่างรวดเร็ว

        การเป็นหนี้ ไม่ใช่เรื่อง happy หลายบ้านมีความเครียดเพราะการมีหนี้ บางคนต้องหาทางออกด้วยการจบชีวิตตนเอง ซึ่งปัญหาไม่ได้จบตาม วันนี้สมาร์ทฟินน์ช่วยคุณหาทางออกในการจัดการหนี้ให้จบสิ้นอย่างรวดเร็ว มาฝากทุกคนค่ะ   หนี้ สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ และ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ คือ หนี้ที่สามารถสร้างรายรับได้ เช่น หนี้จากการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หนี้จากการกู้เพื่อการศึกษา หนี้จากการลงทุนทำธุรกิจ เป็นต้น หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ คือ หนี้ที่นำเงินไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้บัตรเครดิตจากการซื้อของที่ไม่จำเป็น เช่น ซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด ในขณะที่ของเดิมยังใช้งานได้ปกติดี ซื้อกระเป๋าที่มีราคาแพงเกินไป เกินฐานะและรายได้ เป็นต้น โดยศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ประเภทของหนี้ ได้จากบทความ การจัดแบ่งประเภทหนี้   ซึ่งหากเป็นหนี้แล้ว จะมีวิธีจัดการหนี้ให้หมดอย่างรวดเร็ว ได้อย่างไรบ้าง วางแผนจัดลำดับหนี้         ขั้นแรกของการจัดการหนี้ ต้องรู้ว่าตนเองมีหนี้เท่าไหร่ ต้องจ่ายที่ไหนบ้าง เหลือระยะเวลาที่ต้องจ่ายกี่เดือน / กี่ปี ควรรวบรวมข้อมูลหนี้ของตนเองให้เป็นลำดับ เพื่อสามารถจัดการยอดหนี้ที่จะต้องจ่ายให้ถูกต้อง ครบถ้วน   เลือกชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงก่อน         การชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพงก่อน เพื่อเป็นการลดภาระจากหนี้ก้อนใหญ่ให้เหลือน้อยลง หรือเพื่อให้มียอดหนี้ที่ต้องจ่ายในอนาคตลดลง เป็นการจัดลำดับความสำคัญในการผ่อนหนี้ให้หมดสิ้นอย่างรวดเร็ว   ลดการก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้         เมื่อเริ่มใช้จ่ายจัดการหนี้ให้เหลือน้อยลงแล้ว บางคนก็กลับไปเป็นหนี้เพิ่มอีก โดยเฉพาะการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็น เพราะหนี้ที่ไม่จำเป็นมักเกิดจากการไม่ไตร่ตรองให้ดีอย่างรอบคอบ เหตุแค่ความอยากได้อยากมีเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อสะสางหนี้จนหมดสิ้นแล้ว อย่าหันกลับไปสร้างหนี้เพื่อมาเป็นภาระให้ตนเองอีกครั้ง ตัดใจไม่ใช้บัตรเครดิต   ไม่ควรหาทางออกด้วยการใช้เงินกู้นอกระบบ         หลายคนเมื่อเจอปัญหาการเงินสะดุด ติดขัด สิ่งแรกที่คิดว่าสามารถทำให้ได้เงินมาอย่างรวดเร็ว คือการกู้หนี้นอกระบบ ถึงแม้จะทราบดีว่าการกู้หนี้นอกระบบมีดอกเบี้ยที่แพงมาก บางที่ร้อยละ 20 ต่อเดือน อีกทั้งเมื่อถึงช่วงเวลาที่ต้องผ่อนจ่าย หากผิดนัด อาจเกิดปัญหาต่อตนเองได้ ทั้งนี้หากต้องการเงินด่วน ควรหาในรูปแบบที่เป็นบริษัทฯ หรือสถาบัน ที่มีความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้           อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจในช่วงนี้ยังชลอตัวไปจนถึงกลางปีหน้า ไม่ควรสร้างหนี้ให้เป็นภาระกับตัวเอง แต่หากใครมีหนี้ที่ต้องสะสางอยู่ ณ ตอนนี้ ควรรีบวางแผน จัดอันดับการลดหนี้ให้มากขึ้นค่ะ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้ ถ้าปรับตัวทัน

เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้ ถ้าปรับตัวทัน           เศรษฐกิจปี 2020 ตกต่ำทั่วโลก ประเทศไทยเองได้รับผลกระทบอย่างมาก รายได้จากการท่องเที่ยวติดลบ หลายธุรกิจต้องเผชิญกับความเสี่ยงคือขาดสภาพคล่อง และเงินเฟ้อ ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย ผู้ผลิตไม่กล้าปรับราคาสินค้า (ซึ่งตอนนี้ราคาน้ำมันลงทำให้ต้นทุนผลิตสินค้าก็ต่ำลงด้วย) สมาร์ทฟินน์รวบรวมข้อคิดที่อาจเป็นประโยชน์กับเจ้าของธุรกิจ SMEs มาฝากค่ะ   การทำธุรกิจให้อยู่รอดในยุคดิจิตอล ต้องปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ ทางการให้บริการ คุณภาพของสินค้าราคา และวิธีการชำระเงินที่สะดวก แน่นอนว่าทุกวิกฤตจะเร่งให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆเสมอ สภาพคล่องเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ประกอบการหลายรายขาดความระมัดระวังในจุดนี้ มุ่งเน้นเพียงยอดขาย แต่ลืมบริหารกระแสเงินสด ขาดการกันเงินทุนสำรอง ธุรกิจก็อาจไปต่อไม่ได้ ผู้ประกอบการที่ใช้เครดิตเทอมเป็น ก็จะช่วยยืดระยะเวลาการจ่ายเงินออกไปได้ จัดการสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพ ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยนำข้อมูลยอดขายในอดีตมาวิเคราะห์ประกอบการ เทรนด์ หรือรอบฤดูกาล รวมไปถึงนโยบายรัฐบาล เป็นต้น และนำเงิน ส่วนที่ประหยัดได้ ไปลงทุนในส่วนอื่นๆ แทน เช่นจ้างที่ปรึกษา เสริมระบบเทคโนโลยีทดแทน เพิ่มงบโฆษณาออนไลน์ เป็นต้น ไม่หยุดทำการตลาด รักษาฐานลูกค้าเดิมและหาวิธีเพิ่มลูกค้ารายใหม่ คิดโปรโมชั่นใหม่ๆ Friends get friends ลูกค้าที่แนะนำเพื่อนจะได้ส่วนลดเพิ่ม หรือ ซื้อ2แถม1 มีกิจกรรม Like&Share แจกบัตรกำนัล, ลูกค้าสมัครสมาชิกได้ของแถมเพิ่ม ฯลฯ ด้านการบริหารจัดการภายในองค์กร ตระหนักถึงสิ่งจำเป็นและไม่จำเป็นอย่างแท้จริง ยกเลิกพนักงานส่งเอกสารประจำ ใช้ outsources แทน, ไม่มีโต๊ะทำงานประจำใครมาก่อนนั่งก่อน, ใช้ KPI วัดผลการทำงานที่มีมาตรฐานสูงขึ้น, มีระบบรีไซเคิลลดการใช้กระดาษ,นำเทคโนโลยีมาแทนการจ้าง presenter เพื่อการขายสินค้า หรือ PR เป็นต้น           ช่วงวิกฤต ธุรกิจที่แข็งแรงเท่านั้นที่จะอยู่รอด คู่แข่งเดิมๆ จะหายไป เป็นช่วงเวลาเปิดโอกาสให้ได้ควบรวมกิจการและร่วมกันเพื่อใหญ่กว่าเดิม หากขาดสิ่งไหน ควรหาคนมาเสริมหรือตัวช่วยในจุดนั้น ในเวลานี้การทำการค้าแบบ one man show ไม่เวิร์คแล้ว เมื่อวันที่เศรษฐกิจฟื้นตัว วันนั้นจะเป็นวันของคุณค่ะ

อ่านต่อ >>

รูปแบบการลงทุนทองคำ

รูปแบบการลงทุนทองคำ           ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ราคาทองคำมีการผันผวนมากที่สุดมีการปรับราคาในวันเดียวถึง 40 กว่ารอบ ซึ่งมากที่สุดในรอบ 7 ปี ทำให้คนเทขายทองคำกันเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นลงอยู่บ่อยครั้ง ตอนนี้รอคอยให้ราคาทองลดลงเพื่อซื้อเก็งกำไรกันรอบใหม่ เนื่องจากทองคำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ทำให้ทองคำมีโอกาสที่ราคาจะสูงขึ้นในระยะยาว ราคาขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ เพื่อรักษาอำนาจการซื้อได้ และเป็นอีกการลงทุนที่หลายคนเลือกเพื่อกระจายความเสี่ยง ช่วยให้อุ่นใจขึ้น ดังนั้น วันนี้สมาร์ทฟินน์จึงหยิบเรื่องการลงทุนผ่านทองคำ มาฝากค่ะ   การลงทุนโดยการซื้อทองคำจากร้าน         เป็นช่องทางในการลงทุนทองคำที่คนทั่วไปเลือกใช้วิธีนี้กันค่อนข้างมาก โดยซื้อเองจากหน้าร้านทอง โดยตรง ข้อเสียของการซื้อทองแท่ง คือ การเก็บรักษา ซื้อร้านไหนต้องขายร้านนั้น ถ้าขายคืนคนละร้านจะถูกหัก 10-20% ผลตอบแทนระหว่างถือครองไม่ชัดเจน   การลงทุนในรูปแบบ Gold Futures         Gold Futures หรือเรียกอีกอย่างว่า สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า ที่เราสามารถทำกำไรได้จากการลงทุนตามจำนวนที่ต้องการ ทั้งในช่วงที่ราคาทองคำขึ้นและลดลง โดยสามารถซื้อขายผ่านทางตลาดอนุพันธ์ หรือ TFEX โดยสำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) เป็นผู้ประกันการชำระราคาซื้อ-ขาย มี กลต. กำกับดูแล จึงทำให้เกิดความโปร่งใสและเชื่อถือได้จากนักลงทุน โดยสามารถซื้อก่อนขายหรือขายก่อนซื้อก็ได้ หากซื้อถูกแล้วขายแพงเท่ากับได้กำไร แต่หลายคนก็บาดเจ็บจาก TFEX กันไม่น้อย เพราะต้องคอยดูราคาตลอด   การลงทุนผ่านกองทุนรวม         หากผู้ที่มีเงินลงทุนไม่มาก ก็สามารถแบ่งจำนวนเงินมาซื้อกองทุนทองคำได้เหมือนกัน เหมาะสำหรับผู้ที่อยากลงทุนออมทองคำ ซึ่งมีกองทุนในรูปแบบสถาบันการเงินให้เลือกลงทุนด้วยอยู่มากมายหลายที่ โดยอิงราคาทองคำจากตลาดโลกและอาจเลือกลงทุนในกองทุนที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน สามารถศึกษาแหล่งกองทุนในประเทศไทยเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3jHdfTx           ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวม คือ ใช้เงินลงทุนตั้งต้นไม่ต้องมาก (หลักพัน) สามารถทยอยซื้อได้ ซื้อ-ขายสะดวก ปลอดภัย แต่จะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุน ในส่วนสภาพคล่อง หากขายแล้วต้องรอเงิน 1-2 วันทำการ ** ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของกองทุน ไม่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว **         ปัจจุบันนักลงทุนหรือบุคคลทั่วไปสามารถอัพเดตข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับทองคำได้อย่างรวดเร็ว ผ่านทางแอปพลิเคชันได้ เช่น แอปพลิเคชัน ราคาทองวันนี้ GoldPrice Update จะบอกราคาขึ้นลงและราคาซื้อขายทองคำแบบนาทีต่อนาที รวมถึงบอกสถิติย้อนหลัง เปรียบเทียบราคาทองคำในแต่ละช่วง ถือเป็นอีกช่องทางในการอัพเดตรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับทองได้อย่างรวดเร็ว         ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุนทองคำ ควรศึกษารายละเอียด ดูจังหวะราคาให้ดีก่อนเข้าซื้อ เพราะการผันผวนของทองคำมีขึ้นลงตลอดทุกช่วงเวลา และที่สำคัญอย่าลืมกระจายความเสี่ยงด้วยนะคะ

อ่านต่อ >>

แอปพลิเคชันครองใจคนไทยปี 2020

แอปพลิเคชันครองใจคนไทยปี 2020           ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียหรือออนไลน์ต่างๆ จากประชากรไทยกว่า 66 ล้านคน มีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตมากถึง 52 ล้านคน โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ระบาด ต้องทำงานที่บ้าน work from home มีการใช้อินเตอร์เน็ตมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่คนหันมาสนใจเทคโนโลยีใกล้ตัวกันเป็นอย่างมาก เพราะสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งมีแอปพลิเคชันมากมายที่ทำให้เราสามารถรับสารกันได้ง่ายขึ้น วันนี้จึงขอยกแอปพลิเคชันที่มีคนใช้งานมากที่สุดที่ต้องมีติดโทรศัพท์มือถือ มาบอกต่อให้ทราบกันค่ะ   อันดับที่ 1 ได้แก่ Facebook เป็นแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ อันดับหนึ่ง สามารถอัพเดตข้อมูลข่าวสารของคนในสังคมได้อย่างรวดเร็ว และยังมีบทความคอนเทนต์ให้ความรู้ให้ได้อ่านกันมากมาย อันดับที่ 2 ได้แก่ Messenger เป็นแอปพลิเคชันที่ใช้ในการสนทนาที่แยกออกมา โดยเป็นแพลตฟอร์มเดียวกันกับ Facebook อันดับที่ 3 ได้แก่ LINE เป็นแอปพลิเคชันสนทนาอีกหนึ่งตัวที่คนไทยใช้งานกันมากที่สุด ปัจจุบัน Line ได้พัฒนาให้มีฟีเจอร์หลากหลายในตัวเอง เช่น LINE TODAY, TIMELINE สามารถโพสต์ได้ทุกเรื่อง อีกทั้งยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งสามารถตัดเงินได้จากบัตรเครดิต หรือเกมส์ต่างๆจากตัวละครใน Line เป็นต้น อันดับที่ 4 ได้แก่ Instagram เป็นแอปพลิเคชันเกี่ยวกับ การแชร์ภาพหรือรูปถ่ายได้อย่างรวดเร็วได้รับความนิยมมากในช่วงกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน อันดับที่ 5 ได้แก่ Twitter เป็น NETWORK ที่สามารถติดตาม รับรู้ข่าวสารทั้งในไทยและต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว แต่ Twitter มีการจำกัดตัวอักษร ทำให้ไม่สามารถเขียนคอนเทนต์บทความยาวๆได้ อาจแนบเป็นลิงก์ข้อมูลแหล่งที่มาแทน อันดับที่ 6 ได้แก่ TikTok เป็นแอปพลิเคชันการอัดคลิปวิดีโอตลกๆ เลียนแบบคนดังต่างๆ และแชร์ให้คนทั่วไปสามารถเข้ามารับชมได้ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมทั้งในไทยและต่างประเทศ เป็นแอปพลิเคชันมาแรงที่สุดในปีนี้ อันดับที่ 7 ได้แก่ Camera360 เป็นแอปพลิเคชันเกี่ยวกับการถ่ายรูป ที่มีให้เลือกหลากหลายฟิลเตอร์ ซึ่งเป็นที่ถูกใจและชื่นชอบของสาวๆที่ต้องมีติดเครื่องไว้เลย           โควิด-19 ที่ผ่านมา ประชาชนต้องอยู่บ้าน work from home ทำให้แอปพลิเคชันนี้มีบทบาทในการสร้างความสนุกและความบันเทิงให้กับคนทั่วโลก นั่นคือ TikTok แอปพลิเคชันที่มาจากประเทศจีน ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจและดาวน์โหลดใช้งานกันเป็นจำนวนมาก ถือว่ามาแรงมากในปีนี้           นอกจากนี้แอปพลิเคชันทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้น ยังช่วยเสริมธุรกิจให้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เช่น การขายสินค้าออนไลน์ โดยผู้ขายสามารถติดต่อกับลูกค้าผ่านช่องทาง Facebook Messenger ด้วยการถ่ายรูปสินค้าให้ลูกค้าเลือกดูและตัดสินใจซื้อได้เลยทันที หรือแม้แต่การติดต่อประสานงานภายในองค์กรผ่าน Line ในการอัพเดตข้อมูลงานต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน เป็นต้น     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

เริ่มต้นทำธุรกิจ ต้องเตรียมตัวอย่างไร

เริ่มต้นทำธุรกิจ ต้องเตรียมตัวอย่างไร           มนุษย์วัยทำงาน เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง มักวาดฝันอยากทำธุรกิจ ทั้งค้าขายออนไลน์หรือ Startup แต่การจะเริ่มต้นทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องเตรียมพร้อมทั้งความรู้ ประสบการณ์ทางตรงและทางอ้อม พลังกาย พลังเงิน องค์ประกอบอื่นๆ อีกพอสมควร วันนี้สมาร์ทฟินน์จึงขอยกเรื่องนี้มาบอกผู้ที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร   โดยใช้หลักการ 2M2PCESA มีดังนี้   M แรก Money การเงิน         ทุกการเริ่มต้น ต้องใช้เงินทุนในการทำธุรกิจ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือเม็ดเงินลงทุน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง ตั้งแต่ ค่ามัดจำสถานที่ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าตกแต่งร้าน ค่าวางระบบ หรือรวมไปถึงค่าจ้างพนักงาน เงินทุนสำรองอย่างต่ำ 12-18 เดือน   M ที่ 2 Management Team วางแผนบริหารจัดการ         ต้องมีการบริหารจัดการ วางแผนโดยทีมงานที่ดี ทำงานแบบมืออาชีพ อย่างเป็นระบบ รับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัว ตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา   Passion แรงบันดาลใจ         แรงบันดาลใจภายใน ถ้าคุณมีแรงบันดาลใจที่มากพอ สิ่งนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้คุณไปสู่จุดหมายได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง “ความสำเร็จมักเกิดขึ้น 2 ครั้งเสมอ ครั้งแรกในความคิด ครั้งที่ 2 คือความเป็นจริง” ทั้งนี้ควรให้ความสําคัญกับคุณค่าในสิ่งที่คุณทำ มากกว่าราคาหรือผลตอบแทนของมัน จะดีมาก   Partner หุ้นส่วน         หุ้นส่วนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ธุรกิจจำเป็นต้องมีพันธมิตร ที่พร้อมสนับสนุนคุณตลอดเวลา เป็นกองหลังยามที่คุณต้องการคำปรึกษา กำลังใจเมื่อเผชิญอุปสรรคปัญหานานัปการ และช่วยเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้มุมมองที่เปิดกว้าง   Commitment รักษาพันธสัญญา         รับปากแล้วต้องทำตามนั้น สิ่งนี้เมื่อสั่งสมนานวันเข้าจะกลายเป็นเครดิตที่ติดตัวคุณแบบที่เงินก็ซื้อ ไม่ได้ เงินมีวันหมด แต่ถ้าคุณมีเครดิต คุณจะสามารถสร้างเงินจากเครดิตได้   Execution ลงมือกระทำจนเป็นผลสำเร็จ         ไม่ล้มเลิกหรือละทิ้งไปกลางคัน จนกว่าจะบรรลุผล สิ่งนี้คือคุณสมบัติเด่นที่เจ้าของกิจการต้องมี   Service Mind “Customers is King”         ลูกค้าคือศูนย์กลาง ถ้าคุณสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ และเมื่อเขาบอกต่อ (Referal) คนรู้จัก รายชื่อเหล่านั้นจะทรงพลังมาก   Attitude ทัศนคติสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด         คือการรักษาทัศนคติให้เป็นบวก ผู้นำต้องมองโลกในแง่มุมดีๆ ได้เสมอ แม้กระทั่งเวลาที่คุณเจอเรื่องแย่ๆ ทุกประสบการณ์จะทำให้คุณเติบโตขึ้น และแข็งแรงกว่าเดิม เมื่อคุณข้ามผ่านมันไปได้ คุณจะภาคภูมิใจในตัวเองและสามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้น จากรุ่นสู่รุ่นได้ อีกข้อคือ หลักธรรมาภิบาล มีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจ เป็นสิ่งที่สังคมกำลังต้องการ ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ สร้างและปรับเปลี่ยนในภายหลัง หลังจากที่คุณมีข้อมูลมากเพียงพอ มีโมเดลธุรกิจ มีทีมงานพร้อมกลยุทธ์ทางการตลาดแล้ว จึงค่อยวางแผนการบริหารทีมงาน หลังจากที่คุณรู้จักพวกเขาดีพอ หากผลงานยังไม่เข้าเกณฑ์ แต่โดยรวมยังใช้ได้ ลองสลับคนให้ถูกกับงานดูค่ะ   เป็นคำแนะนำที่สมาร์ทฟินน์อยากจะถ่ายทอดให้หลายคนที่คิดอยากเป็นเจ้าของกิจการ SMEs ได้ลองทบทวนดูนะคะ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

5 ธุรกิจออนไลน์ยุคโควิด ไม่เจ๋งจริงอยู่ไม่ได้

5 ธุรกิจออนไลน์ยุคโควิด ไม่เจ๋งจริงอยู่ไม่ได้           ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่ามีหลายธุรกิจที่เริ่มปิดตัวลงบ้างจากสถานการณ์โควิด-19 ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจสายการบินของไทย ที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง สูญเสียรายได้มหาศาล ล้มละลาย หรือธุรกิจโรงแรมที่บางแห่งต้องปิดตัวลงเช่นเดียวกัน เนื่องจากห้ามมีการเข้าออกของคนนอกประเทศเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเหมือนทุกปี รายได้จากการจองที่พักขาดทุนตามไปด้วย จึงต้องปิดกิจการลง ถึงในตอนนี้จะเริ่มผ่อนปรนให้เที่ยวได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังเป็นกลุ่มคนไทยเที่ยวในไทยเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ยังไม่พร้อมรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศได้ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ยังคงระบาดอยู่ในต่างประเทศ ฉะนั้นจึงควรป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นรอบ 2 ไว้ก่อน           ถึงแม้จะมีธุรกิจที่ต้องปิดตัวลง พนักงานถูกเลิกจ้างให้ออกจากงาน แต่ธุรกิจที่มีรายได้ดีที่สุดในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นธุรกิจประเภทออนไลน์ นอกจากประหยัดเวลาและไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่หน้าร้านใดๆแล้ว ยังสามารถให้บริการสะดวกและรวดเร็ว ผู้คนรับสารได้ง่ายมากขึ้น จึงอยากแนะนำธุรกิจประเภทออนไลน์ที่เจ๋งและอยู่ได้ในตอนนี้   คอร์สเรียนออนไลน์         เป็นที่ได้รับความนิยมมากในตอนนี้ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการหาความรู้เพิ่มเติม เหล่าผู้มีความรู้หรืออาจารย์ที่มีความถนัดในด้านต่างๆ จึงหันมาเปิดคอร์สสอนแบบออนไลน์กันมากขึ้น สามารถเรียนรู้ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตได้ ทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางด้วย   นักเขียนบทความออนไลน์         ในช่วงโควิด-19 หลายคนอาจใช้ช่วงเวลาที่อยู่บ้านหารายได้เสริมโดยการเขียนบทความออนไลน์ลงเว็ป โดยเน้นสร้าง content ที่กำลังเป็นที่น่าสนใจในขณะนั้นหรือให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ มีแง่คิด มีมุมมองต่างๆ ถือเป็นอีกอาชีพเสริมในการสร้างรายได้เพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง   ขายสินค้าและบริการแบบออนไลน์         คนจำนวนไม่น้อยที่หันมาทำธุรกิจค้าขายออนไลน์ และตอนนี้ธุรกิจหลายประเภทก็ได้มีให้บริการตัดผม, ทำเล็บ, สปา, นวด , ล้างรถ , แม่บ้าน บริการแบบ delivery ถึงบ้านคุณ เพราะปัจจุบันคนเข้าถึงช่องทางโซเชียลกันมาก ผู้ประกอบการจึงใช้ช่องทางโซเชียลในการขายของและบริการออนไลน์ ทั้งสะดวกและรวดเร็ว ตอบรับความต้องการแบบ End User   แมสเซ็นเจอร์         ธุรกิจที่ให้บริการในรูปแบบขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นส่งเอกสารหรือส่งพัสดุประเภทต่างๆ มาส่งให้ถึงผู้รับ เป็นอีกบริการที่ใช้กันจำนวนมาก ซึ่งธุรกิจโตมาก เพียงแค่กดสั่งจากมือถือในแอปพลิเคชั่น เท่านี้แมสเซ็นเจอร์จะมารับของถึงหน้าบ้านคุณเลย ส่งด่วน ผู้รับได้รับไวโดยทันที แบบบริการ sameday (ส่งภายในวันเดียว)   ไรเดอร์ส่งอาหาร delivery         อีกหนึ่งธุรกิจที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุด ซึ่งในช่วงแรกธุรกิจนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยสักเท่าไหร่ เนื่องจากคนไทยเคยชินกับการเลือกซื้อของหน้าร้านด้วยตัวเอง เช่น ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง แกงจืดหรือกับข้าวต่างๆ เป็นต้น แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลมีมาตรการห้ามประชาชนทานอาหารที่ร้าน สามารถซื้อกลับบ้านได้อย่างเดียวหรือมีแค่ delivery รับส่งอาหารเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนเริ่มหันมาใช้บริการส่งอาหารมากขึ้น เป็นช่องทางใหม่ให้กับผู้ที่ตกงานหรือถูกเลิกจ้างออกจากงาน ผันตัวออกมาทำอาชีพนี้กัน รายได้ที่ได้รับขึ้นอยู่กับความขยันของไรเดอร์เอง หากในวันเดียวกันวิ่งรับได้หลายรอบ จำนวนเงินก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย           ดังนั้น ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว พร้อมๆ กับการเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ของคนในสังคมที่มากขึ้น ประกอบกับการใช้งานที่ง่าย และเพื่อไม่ให้ตนเองตกกระแสสังคม(เทรนด์)นั้น เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์เหล่านี้ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องแบบก้าวกระโดดต่อไป     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn    

อ่านต่อ >>

ธุรกิจร้านอาหารสู่ Cloud Kitchen

ธุรกิจร้านอาหารสู่ Cloud Kitchen           Cloud Kitchen คือการใช้ครัวร่วมกัน สำหรับร้านอาหารต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นเมกะเทรนด์ ที่กำลังเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ เน้นการขายในรูปแบบออนไลน์ ที่มีหลักการคือร้านอาหารส่งพ่อครัว มาที่ Cloud Kitchen ส่วน Cloud kitchen จะเตรียมห้องครัว และอุปกรณ์ไว้ให้บริการ เตรียมวัตถุดิบในปริมาณตามยอดการสั่งซื้อเฉลี่ย จากฐานข้อมูล และผู้ให้เช่าได้รายได้จากส่วนแบ่งของยอดขาย           เนื่องด้วยปัญหาวิกฤติโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างหนักทั่วโลก ประเทศไทยเองเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดครั้งนี้ โดยเฉพาะมาตรการต่างๆจากภาครัฐ ที่ไม่อนุญาตให้นั่งทานที่ร้าน ต้องซื้อกลับบ้านเท่านั้น ทำให้ธุรกิจร้านอาหารและดีลิเวอร์รี่เติบโตกว่า 200%           เมื่อร้านอาหารแต่ละร้านอยู่ในจุดที่ไม่สามารถให้บริการผ่านหน้าร้านได้อีกต่อไป ร้านที่ขายดิบขายดี คนต่อแถวจำนวนมากมาย กลับขาดรายได้มหาศาลเพียงเพราะไม่เคยให้บริการผ่าน Online Delivery เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ท้าทายสำหรับร้านอาหารเหล่านี้ เพราะหากยังคงให้บริการแบบเก่า ก็ต้องยอมรับกับสภาพรายได้ที่ลดลง เพราะผู้คนต่างก็หันไปใช้บริการทางออนไลน์กันมากขึ้น           และแม้ว่าสถานการณ์ในประเทศไทยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามผู้บริโภคและร้านอาหารก็เห็นข้อดีของการให้บริการอาหารผ่านช่องทางดีลิเวอร์รี่ นำข้อมูลความต้องการในพื้นที่มาปรับใช้เพื่อสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ลดปัญหาเปิดร้านหรือขยายสาขาไปแล้ว ขายไม่ได้ ส่วนอาหารที่เป็นที่ต้องการกลับไม่มีหรือมีน้อยเป็นต้น และยังสามารถเติบโตมากขึ้นได้ในระยะยาว ด้านของผู้ให้บริการก็มีข้อมูลเพื่อการปรับพัฒนามากขึ้น และมองว่าสามารถทำให้ธุรกิจดีลิเวอร์รี่และร้านอาหารเติบโตขึ้นได้ด้วย Cloud kitchen           ผู้ให้บริการ Online Delivery ยักษ์ใหญ่อย่าง Grab ยังให้ความสำคัญกับ Cloud kitchen เนื่องด้วย Grab คือผู้ให้บริการที่มีข้อมูลทั้งร้านอาหาร และผู้ใช้บริการอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาต่อยอดใน Cloud kitchen ได้อย่างเช่น คัดเลือกร้านอาหารที่ได้รับความนิยมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเงื่อนไข ข้อตกลงในการใช้บริการขึ้นอยู่กับการกำหนดของผู้ให้บริการ   Cloud kitchen ดีอย่างไร         Cloud kitchen คือผลลัพธ์ในการเพิ่มยอดขายที่มีแต่ได้กับได้ ระหว่างผูู้ให้บริการ Cloud kitchen และ ร้านอาหาร ที่สำคัญคือเรื่องการเงินการลงทุน ของร้านอาหารที่ประหยัดกว่ามาก หากร้านอาหารต้องขยายสาขาเอง ต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากกว่าจะให้บริการได้ในแต่ละสาขา แต่การร่วมลงทุนใน Cloud kitchen จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายทุกส่วน เช่น ค่าเช่าที่ ค่าตกแต่งสถานที่ ค่าน้ำ-ไฟ ค่าแรงพนักงานภายในร้าน อีกทั้งยังสามารถขยายได้หลายสาขามากกว่า การเปิดร้านของตนเองอีกด้วย             Cloud kitchen ที่ร้านต้องเตรียมคือวัตถุดิบ และพ่อ/แม่ครัว และลูกครัวเท่านั้น เพราะสถานที่ Cloud kitchen มีการเตรียมทำเล ช่องทางการขาย และข้อมูลการตลาดว่าพื้นที่นั้นๆ อาหารรูปแบบใดได้รับความนิยม ซึ่งอุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ ก็มีเตรียมให้พร้อมเสร็จสรรพ           ค่าบริการของ Cloud kitchen ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ให้บริการ อาจเป็นค่าใช้พื้นที่และอุปกรณ์รายเดือน หรือส่วนแบ่งตามจำนวนออเดอร์ที่ได้รับของร้านอาหารนั้นๆ   ข้อดีของการมี Cloud kitchen ร้านอาหารมีหลายสาขามากยิ่งขึ้น สะดวกทั้งผู้บริโภคที่สามารถหาซื้อได้ง่ายขึ้น และร้านอาหารมีรายได้มากขึ้น ต้นทุนของร้านค้าถูกลง เนื่องจากไม่ต้องลงทุนกับสาขามากเช่นเดิม ทำให้ราคาของอาหารยังคงราคาให้ไม่สูงเกินไปได้   “ สามารถขายอาหารในราคาที่ต่ำ แต่อยู่ใจกลางเมืองได้ ”   ปัจจุบันมีผู้ให้บริการจำนวนมากหันมาทำ Cloud kitchen กันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Grab kitchen ที่ถือเป็นผู้ให้บริการ Online Delivery รายใหญ่ และมีข้อมูลของผู้บริโภคอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก หรือ Foodpanda ที่เริ่มจะมี Cloud kitchen เป็นของตัวเองมาให้ได้เห็นกันบ้างแล้ว นอกจากนี้ผู้เล่นใหม่ในตลาด Cloud kitchen อย่าง “Sizzler Cloud Kitchen” ก็พึ่งลงสนามเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อเป็นการขยายสาขาให้เข้าถึงผู้บริโภค และยังคงความสดใหม่ของอาหารที่จะส่งถึงผู้บริโภค นอกจากนี้ Cloud kithen ของซิซเล่อร์ ยังรวมอาหารในเครืออย่างเดอะ พิซซ่า คอมปะนี และบอนชอน ไว้ให้บริการอีกด้วย   อย่างไรก็ตาม การเปิดให้บริการของ Cloud kitchen ที่่กล่าวไว้คือมีเฉพาะพ่อครัวที่ประจำอยู่ที่สาขาเท่านั้น ดังนั้นแต่ละร้านต้องเน้นย้ำ และให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐาน รสชาติของอาหารให้คงเอกลักษณ์ตามแบบดั้งเดิมของร้านฯ       SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

บริหารเงินยุคโควิดกับเศรษฐกิจฝืดเคือง

บริหารเงินยุคโควิดกับเศรษฐกิจฝืดเคือง   จากสถานการณ์โควิด-19 แพร่กระจายเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อและมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ติดเชื้อทั่วโลก ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2563 มีจำนวน 20,797,379 คน เศรษฐกิจทรุดทั่วโลก ประเทศไทยเอง สูญเสียรายได้หลักที่มาจากการท่องเที่ยว ธุรกิจเกี่ยวเนื่องหยุดชะงัก ทั้งอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการบิน โรงแรม ธุรกิจทัวร์ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้าของที่ระลึก ทำให้คนตกงานเป็นจำนวนมาก ถึงตอนนี้เศรษฐกิจจะเริ่มขยับตัวขึ้นบ้าง แม้จะไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มในประเทศและหลากหลายธุรกิจเริ่มดำเนินกิจการต่อได้แต่พฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยมีความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ในอนาคตได้ วันนี้สมาร์ทฟินน์จึงมาแนะนำวิธีการบริหารเงินในยุคโควิดกันค่ะ   รู้จักวางแผนการใช้เงิน รายรับที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องรู้จักการจัดสรรการเงินให้เป็นระบบ ควรมีการวางแผนงบรายวัน รายเดือนทุกครั้งที่ต้องใช้จ่าย โดยทำเป็นบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อเช็คได้ว่ายอดที่จ่ายไปมีอะไรบ้างและใช้จ่ายไปเท่าไหร่แล้ว เมื่อเทียบกับรายรับที่ได้ ว่าใช้มากเกือบเท่ากับรายรับเลยหรือไม่ ตรงนี้จะทำให้เราทราบยอดการใช้จ่าย และจะช่วยในการจัดสรรการเงิน (กฎของความมั่งคั่ง ออมก่อนใช้)   ลดการก่อหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็น หนี้ที่เกิดจากความอยากได้อยากมี เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด รถยนต์นำเข้าสุดหรูราคาแพง ความไม่จำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดหนี้ที่พอกพูนขึ้น เศรษฐกิจที่เงินฝืด ควรใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย และควรรู้จักการประหยัดให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน   หาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ที่มีคนตกงานหรือรายได้ไม่พอใช้เหมือนเมื่อก่อน เริ่มมีคนหันมาสนใจการขายของออนไลน์กันมากขึ้น ทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้าเด็กและผู้ใหญ่ต่างๆ รวมไปถึงธุรกิจส่งอาหารแบบ delivery ที่ตอนนี้จำนวนคนส่งมีเยอะมากพอกับจำนวนคนที่สั่งแล้ว เพราะสามารถสร้างรายได้ได้จากความขยันของตัวเอง หรือบางคนที่ทำงานประจำก็ใช้ช่วงเวลาวันหยุดมารับส่งอาหาร delivery เหมือนกัน ถือเป็นช่องทางสร้างการเงินสร้างอาชีพที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกันมาก   ออมเงินเพื่อเตรียมค่าใช้จ่ายในอนาคต การวางแผนการเงินจะทำให้รู้ว่าเราจะมีรายรับและค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ต่อเดือน รายรับส่วนนั้นเราสามารถนำมาแบ่งเก็บไว้ใช้ในอนาคตได้ หากกรณีฉุกเฉินเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล มีค่าใช้จ่าย หรือตกงานกะทันหัน คุณยังสามารถนำเงินออมที่เก็บไว้มาใช้ในยามจำเป็นได้ แต่ถ้าให้ดีแล้ว ควรมีประกันสุขภาพไว้ด้วย ป้องกันค่ารักษาพยาบาลที่มีแต่แพงขึ้นๆ   เห็นถึงข้อดีของการวางแผนการเงินแล้วใช่ไหมคะ แม้สถานการณ์ของโรคโควิด-19 จะดีขึ้นและค้นพบวัคซีนแล้ว ถ้าเราเตรียมความพร้อมในการบริหารเงินให้เป็นนับตั้งแต่วันนี้ หากในอนาคตเกิดวิกฤตอีกครั้ง เราจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนทางการเงินอีก อย่างไรแล้ว การเตรียมเงินสำรองไว้ ต้องได้ใช้ในวันใดวันหนึ่งอยู่แล้ว ดีกว่าการไม่ได้เตรียมอะไรเลยนะคะ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn    

อ่านต่อ >>

3 สิ่งสำคัญ ใน 10 ปี ข้างหน้า

3 สิ่งสำคัญ ใน 10 ปี ข้างหน้า   ในยุคที่เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้ใครหลายคนเกิดความกังวลในการใช้เงินมากขึ้น จากภาวะเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่เราสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้   น้องสมาร์ทขอยกตัวอย่างเช่น ราคาทองในปัจจุบันมีราคาสูงขึ้น หลายคนหันมาให้ความสนใจลงทุนในทองคำมากขึ้น เช่นเดียวกันกับอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีมูลค่ามีแต่เพิ่มสูงขึ้น เพราะพื้นที่มีจำกัดในขณะที่จำนวนประชากรมีแต่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระบบขนส่งอย่างรถไฟฟ้าเข้าถึง เดินทางสะดวก ราคาก็จะเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน หลายปัจจัยส่งผลให้นักลงทุนหลายคนเกิดความลังเลเรื่องการบริหารจัดการเงินทุน เพื่อให้เงินทุนเหล่านั้นปลอดภัยที่สุด   จากการวิเคราะห์ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญมองว่า อนาคตอีก 10 ปีข้างหน้านี้ สิ่งที่ยังคงน่าลงทุนคงหนีไม่พ้นทองคำเป็นอันดับแรก บุคคลบางกลุ่มเริ่มหันมาเก็บออมทองหรือซื้อทองกันมากขึ้น เพราะด้วยทองคำมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา มีมูลค่าในตัวเอง มีราคาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และทองยังคงใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้   อันดับที่ 2 คือ ที่ดิน ดั่งคำที่คนชอบกล่าวไว้ว่า “ ที่ดินเป็นเงินเป็นทอง ” คือที่ดินที่มีค่า มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด ยิ่งหากเป็นที่ดินที่อยู่ในเมือง มีรถไฟฟ้าผ่าน จะทำให้ที่ดินมีราคาสูงมากยิ่งขึ้นและมีมูลค่า   สุดท้ายอันดับที่ 3 คือ เงิน ณ ตอนนี้เงินก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ยังสามารถจับต้องได้อยู่และใช้จ่ายทั่วไปอยู่ทุกวัน แต่จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงการใช้เงิน ผู้คนเริ่มใช้เงินหรือทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชั่นมากขึ้นแทนการจ่ายด้วยเงินสด ทั้งสะดวกและรวดเร็วต่อการดำรงชีวิตในยุคนี้   จะเห็นได้ว่าผ่านมากี่ยุคสมัยทองก็ยังเป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์เสมอ และยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเท่าไหร่ ทองก็ยิ่งมีราคาแพงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพราะฉะนั้นถ้าคุณมี 3 สิ่งนี้อยู่กับคุณ อยากแนะนำให้คุณเก็บไว้เพื่อทำประโยชน์ไม่ตอนนี้ก็ในอนาคต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นค่ะ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

เปลี่ยนกิจกรรมยามว่าง เพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง

เปลี่ยนกิจกรรมยามว่าง เพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง   ช่วงเวลาว่างของทุกคน มักจะมีกิจกรรมโปรดที่แต่ละคนชอบทำเสมอ ๆ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกมส์ บางคนเป็นสายชอบทำอาหาร หรือออกไปเที่ยวแบบธรรมชาติกับกลุ่มเพื่อน หรือบางคนชอบนอนอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัวมากกว่า ขึ้นอยู่กับไลฟสไตล์ของแต่ละคน ถ้าหากเราลองเปลี่ยนกิจกรรมยามว่างที่คุณทำประจำ มาเพิ่มพูนศักยภาพให้ตัวคุณเองบ้าง น่าจะดีกว่ามั้ย วันนี้เรามี 5 วิธี เพิ่มศักยภาพยามว่าง มาแนะนำกันค่ะ   ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ใหม่ๆ คุณอาจจะเคยรู้ว่าตัวคุณชอบอะไรหรือตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง แต่พอนานวันเข้า คุณก็อาจจะลืมเลือนมันไป เพราะงานประจำที่แทบไม่มีเวลาพัก เช่น ชอบงานศิลปะ ถ่ายภาพ วาดรูป แต่ที่ผ่านมา คุณไม่ได้ให้เวลากับการฝึกฝนการวาดรูปให้เป็นความถนัด จึงปล่อยวางความชอบเหล่านั้นไป ซึ่งคุณสามารถนำเวลาว่างเปลี่ยนไปลงเรียนคอร์ส วาดรูปหรือศึกษาตามเว็ปไซต์ youtube สอนวาดรูป เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านที่ชอบและเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเองมากขึ้น วันข้างหน้าอาจเป็นอาชีพใหม่ให้กับคุณก็ได้ ใครจะรู้   เข้าสังคม เปิดกว้าง รู้จักผู้คนให้มากขึ้น การที่เราได้มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ สามารถต่อยอดให้คุณได้พบกับโอกาสที่ดีได้ เช่น การลงเรียนคอร์สสั้นๆ นอกจากจะได้ความรู้เพิ่มเติม จากการเรียนแล้ว ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทัศนคติ สร้างคอนเนคชั่น นำไปต่อยอดเผื่อไว้สำหรับการทำธุรกิจในอนาคตได้   ค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม นอกจากจะเป็นหัวข้อสนทนาที่เป็นประโยชน์กับกลุ่มเพื่อนแล้ว การรู้ข้อมูลที่หลากหลายนั้น จะเป็นทักษะที่ติดตัวคุณ นอกจากจะทำให้คุณเป็นคนที่มีองค์ความรู้แล้ว ยังสามารถให้คำแนะนำกับผู้อื่นได้อีกด้วย เช่น ความรู้ด้านบัญชี, กฎหมาย หรือการตลาด เป็นต้น   ออกกำลังกายสร้างภูมิต้านทาน การดูแลสุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับทุกคน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันการเจ็บป่วย หมั่นฝึกสมาธิบริหารจิตให้สงบ บริหารอารมณ์ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ครบ 3 มื้อ และออกกำลังกายเป็นประจำ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ คุณภาพจิตใจที่ดีมักมาคู่กับร่างกายที่แข็งแรงด้วย   ให้โอกาสตัวเองมากขึ้น สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การเปิดโอกาสพาตัวเองไปเจอหรือไปทำอะไรที่ไม่เคยทำ ได้ลองเรียนรู้สิ่งใหม่ ซึ่งไม่มีถูกไม่มีผิด (ถ้าไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม) เพื่อท้าทายตัวเอง ทำให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น ไม่แน่นะ สิ่งนั้นอาจเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับคุณก็ได้ ใครจะรู้   ซึ่ง 5 วิธีที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ ลองนำไปใช้เปลี่ยนเวลาว่างเดิมๆ ของคุณ ให้มีศักยภาพ เสริมทักษะด้านใหม่ๆ ให้กับตัวเอง หรือจะชวนคนรอบข้าง ไปลองเรียนรู้ ทำกิจกรรมร่วมกันก็ได้ค่ะ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

เครื่องมือฟรี ที่ธุรกิจ SMEs ต้องมี

เครื่องมือฟรี ที่ธุรกิจ SMEs ต้องมี   เดี๋ยวนี้มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากมาย ที่ช่วยให้การทำงานต่างๆ สะดวกขึ้น ลดขั้นตอนให้ลดน้อยลง ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเป็นประโยชน์สูงสูดต่อธุรกิจ ทำให้ชีวิตการทำงานของเราง่ายขึ้น   จากเครื่องมือที่มาพร้อมการลงทะเบียนด้วยการใช้อีเมล์ เช่น Google Calendar กับ Google Drive แล้ว วันนี้ Smartfinn ขอนำเสนอ 4 เครื่องมือฟรี เพื่อประโยชน์ในการทำงานที่บ้าน และออฟฟิศนะคะ   Workplace เชื่อมต่อทุกคนในองค์กร สามารถสนทนากันในรูปแบบการแชท, audio call, และ video call เป็นกลุ่มได้ ใช้งานง่าย ความรู้สึกเหมือนเล่นเฟสบุ๊คปกติ หากเจอบทความน่าสนใจที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรก็สามารถแชร์ลง workplace timeline ได้เลย - คลิก >> workplace.com   Trello จัดระเบียบการทำงานในทีมให้เป็นระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคนในทีม ให้รู้ว่าแต่ละงานตอนนี้ตกอยู่ที่ส่วนใด สามารถเตือนหรือสั่งงานได้เช่นกัน - คลิก >> trello.com   Flowaccount โปรแกรมบัญชี ใช้งานง่าย เพื่อเจ้าของธุรกิจ ช่วยเปิดบิล บันทึกค่าใช้จ่าย ทำบัญชี และระบบเงินเดือน ครบจบในที่เดียว สามารถเปิดบิล อัพเดตสถานะ ดูยอดขาย และบันทึกค่าใช้จ่ายระหว่างที่อยู่นอกออฟฟิศได้เลย - คลิก >> flowaccount.com   Buffer เครื่องมือการตลาดที่จะช่วยจัดการเนื้อหาและบัญชี Social Media ทั้งหมดได้ในทีเดียว ช่วยให้นักการตลาดเพิ่มศักยภาพในการควบคุมกิจกรรมบนช่องทางออนไลน์ได้ง่ายขึ้น และประหยัดเวลามากขึ้น - คลิก >> buffer.com     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ผลตอบแทน 100% รวยทางลัดด้วยแชร์ลูกโซ่

ผลตอบแทน 100% รวยทางลัดด้วยแชร์ลูกโซ่    เมื่อเราได้ยินว่าการลงทุนในรูปแบบที่ได้ผลตอบแทนสูงถึง 100% ทุกคนคงจะสนใจและใคร่รู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่จริงหรือ? หนทางรวยลัดมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว ต้องรีบคว้าไว้อย่าให้หลุดมือเด็ดขาด! แต่รู้หรือไม่?! เพราะการชักชวนด้วยอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจเช่นนี้ ส่งผลให้คนจำนวนไม่น้อยตกหลุมพรางกลอุบายของมิจฉาชีพกันมากมาย   สมาร์ทฟินน์ต้องขอบอกตรงนี้ไว้เลยว่า ขบวนการเหล่านี้มีรูปแบบขั้นตอนในการหลอกลวงที่เห็นได้ชัดๆ และวิธีสังเกตมีได้ดังนี้ (สำคัญมาก รู้ไว้ไม่โดนหลอก!)   ผลตอบแทนสูง ในระยะเวลาอันสั้น  มักมาในรูปแบบการเชิญชวนให้ร่วมลงทุนด้วยอัตราผลตอบแทนที่สู๊ง สูง ดึงดูดใจกว่าการลงทุนแบบอื่นๆ บางรายอ้างว่าจ่ายผลตอบแทนให้เป็นรายเดือน   มีค่าตอบแทนการบอกต่อ  เมื่อร่วมลงทุนแล้วจะมีข้อเสนอ เพื่อให้ชักชวนคนใกล้ชิดมาร่วมลงทุน มีค่าตอบแทนการบอกต่อที่ดึงดูดใจ เช่น หากชักชวนคนมาลงทุนได้ 1 ล้านบาท ผู้ชักชวนจะได้ 1 แสนบาท  ทั้งนี้ การชักชวนบุคคลอื่นให้ร่วมวงแชร์ลูกโซ่มีความผิดตามกฎหมาย โดยที่ผ่านๆมา แชร์ลูกโซ่ยังอยู่ในสังคมไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการการแจ้งความเอาผิดเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ ผู้ที่ชักชวนจะต้องมีความผิดตามกฏหมาย อีกทั้งการแจ้งความไม่คืบหน้าเพราะผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความเพื่อเอาผิดคนใกล้ชิดที่ชักชวน   การนำเงินไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ  เป็นคำถามที่ใครหลายคนให้ความสนใจว่า การลงทุนกับกลุ่มแชร์ลูกโซ่แล้วได้ผลตอบแทนสูง แล้วเอาเงินที่มาจ่ายผลตอบแทนมาจากไหน คำตอบของผู้ชักชวนจะเล่าเป็นเรื่องเป็นราว นำเงินไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น ธุรกิจข้ามชาติ บล็อคเชน และเกษตรกรรม  ผู้ชักชวนจะบอกเล่าความน่าเชื่อถือของการดำเนินงานของบริษัทอย่างมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถูกชักชวน   108 ข้ออ้างเมื่อเริ่มจ่ายผลตอบแทนช้า  เมื่อร่วมลงทุนไปในช่วงแรกจะได้ผลตอบแทนจริงตามที่อ้างไว้ เพื่อสร้างความสมจริงและน่าเชื่อถือในการลงทุน อาจทำให้ผู้ลงทุนรู้สึกว่าได้เงินจริง ไม่ได้ถูกหลอก เกิดการบอกต่อขยายวงกว้างไปอีก ในขั้นตอนนี้เองที่คนรอบข้างมักหลงกลได้ง่าย  เมื่อจ่ายผลตอบแทนล่าช้า มักอ้างเหตุผลต่างๆนานา เช่นว่า บริษัทกำลังขยายงาน หรือเปลี่ยนรอบในการจ่ายผลตอบแทน รอเงินทบรวบยอดทีเดียวเลย ฯลฯ   รู้ตัวอีกที เงินในบัญชีไม่เหลือแล้ว  เมื่อเวลาผ่านไปเหยื่อรายใหม่น้อยลง และการลงทุนเพิ่มส่วนตัวก็ลดลง ส่งผลให้ผลตอบแทนที่เคยได้หดหายไป เมื่อถึงขั้นนี้เจ้าของเงินทุนทั้งหลายจะเริ่มเป็นกังวล และต้องการขอเงินต้นคืน บางครั้งก็ติดต่อผู้ชักชวน ได้บ้างไม่ได้บ้าง สุดท้ายแล้ว จุดจบของแชร์ลูกโซ่ มักลงเอยด้วยการสูญเงินทั้งก้อน   บางคนใช้เงินเก็บทั้งชีวิตมาลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนสูง จึงควรตรวจสอบที่มาให้ชัดเจนเพื่อจะได้ไม่เป็นเหยื่อของแชร์ลูกโซ่ และไม่พาตัวเองให้ไปอยู่ในขบวนการเหล่านั้น เพราะเมื่อเป็นคดีก็จะถูกซัดทอดได้ อีกทั้งไม่มีการลงทุนรูปแบบใด ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้แบบ 2-3 เท่าตัวภายในระยะเวลาอันสั้น   สมาร์ทฟินน์เป็นกำลังใจให้ผู้ขาดสภาพคล่อง และยินดีให้คำปรึกษาปัญหาการเงินทุกรูปแบบ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

คนไทยสูงวัย พร้อมเกษียณกันแค่ไหน?

คนไทยสูงวัย พร้อมเกษียณกันแค่ไหน?   วางแผนเกษียณให้ตัวเองแล้วหรือยัง?   จากสถิติผู้สูงอายุของไทย จำนวน 53% ของผู้มีเงินออม มีเงินไว้ใช้หลังเกษียณไม่ถึง 200,000 บาท หากต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณเป็นเวลา 20 ปี จะมีเงินใช้เพียงวันละ 28 บาท และอีกจำนวน 31% ไม่มีเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ     หากต้องการมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณขั้นต่ำเดือนละ 15,000 บาท จะต้องมีเงินออมขั้นต่ำ 4 ล้านบาท! จากข้อมูลเหล่านี้ เงินออมของคุณมีเพียงพอที่จะเกษียณแล้วหรือยัง?   วิธีคำนวณเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ดังนี้   ประเมินเงินออมเพื่อเกษียณตามไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบไว้ ให้ครอบคลุมเป้าหมาย และค่าใช้จ่ายที่ต้องการ   ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต เช่น ค่ากินอยู่ ค่าดูแลที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าสมาชิกฟิตเนส อาหารเสริม เบี้ยประกันชีวิต ค่าตรวจสุขภาพ ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเพื่อความสุข เช่น ค่าท่องเที่ยว ค่าสังสรรค์ ฯลฯ มรดกให้ลูกหลาน เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าขนม เงินขวัญถุงงานสำคัญต่างๆ ฯลฯ การบริจาคสังคม เช่น ค่าทำบุญ ค่าสนับนุนการกีฬาและการศึกษา ฯลฯ   อย่าลืมว่า ค่าใช้จ่ายบางรายการอาจลดลงในช่วงวัยเกษียณ เช่น ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้า การสังสรรค์ เป็นต้น   นำค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ คำนวณกับจำนวนปีที่เตรียมไว้หลังเกษียณ*/** ตัวอย่างสำหรับ 20 ปี   ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ เงินออมที่ควรมีก่อนเกษียณเพื่อให้เพียงพอต่อ 20 ปี (x240) 15,000 บาท 4,060,702 บาท 30,000 บาท 8,121,403 บาท 40,000 บาท 10,828,537 บาท 50,000 บาท 13,535,671 บาท *หักอัตราเงินเฟ้อ 3% ต่อปี **คำนวณผลตอบแทนของเงินออมที่ 4% ต่อปี     นอกจากนี้หากคุณต้องชราภาพอย่างโดดเดี่ยว ควรคำนวณค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มไว้ด้วย หากได้วางแผนบั้นปลายชีวิตไว้แล้วที่คอนโดผู้สูงอายุ เช็ค 9 คอนโดผู้สูงอายุ ต้องจ่ายเท่าไหร่     แหล่งที่มา : www.set.or.th/education www.tooktee.com     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

วางแผนการเงินอย่างไร ให้ SMEs อยู่รอด ไม่ว่าวิกฤติจะมาหรือไม่

วางแผนการเงินอย่างไร ให้ SMEs อยู่รอด ไม่ว่าวิกฤติจะมาหรือไม่   Cash is King สภาพคล่องต้องมาก่อนเสมอ เงินสดเปรียบเสมือนออกซิเจน ดังนั้นจึงต้องปกป้องกระแสเงินสดไว้ให้ดี อย่างน้อยต้องเตรียม Cash Flow ไว้ที่ 2-3 ไตรมาส เผื่อฉุกเฉินไว้ก่อน *ทั้งนี้หรืออาจรวมถึงสินทรัพย์อื่นที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที   แยกบัญชี ทรัพย์สิน / หนี้สิน ทำบัญชีแยกประเภท ส่วนตัว กับบริษัทฯ ให้ชัดเจน   ทบทวนรายรับ : รายจ่าย วิเคราะห์รายรับทั้งปี คำนวณ Bench Mark (เกณฑ์เฉลี่ย) และควบคุมรายจ่ายที่เหมาะสม เพื่อวางแผนงบประมาณล่วงหน้า รวมถึงภาษีประจำปีต่างๆ และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร อีกทั้งสำรวจด้วยว่า อะไรที่เกินความจำเป็น ให้หาทางลดค่าใช้จ่ายประจำ   หากมีหนี้สินคงค้าง ต้องติดตามเร่งรัด หรือหากท่านเองมีหนี้สิน ควรจัดแผนผ่อนชำระตรงตามเกณฑ์ เพื่อไม่ให้เสียค่าปรับเพิ่ม และต้องไม่เพิ่มภาระหนี้ระยะยาว ซึ่งหากมีหนี้สินดอกเบี้ยสูง ต้องหาทางปิดภาระเหล่านั้นก่อน   ป้องกันความเสี่ยงทั้งมวล เช่น ประกันอัคคีภัยบ้าน/ที่ทำงาน, ประกันภัยรถยนต์ ห้ามขาดต่ออายุ, ประกันสุขภาพตนเอง เพื่อความไม่ประมาท รวมถึงสวัสดิการพนักงาน   รักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่ ให้บริการแบบเกินความคาดหวัง เพิ่มช่องทางใหม่ๆ   และสุดท้าย อย่าลืมออกกำลังกาย รักษาสมดุลของร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ บริหารจิตใจ ไม่เครียดจนเกินไป   เหล่านี้ พอจะเป็นวิธีที่จะช่วยให้คุณพยุง ฐานะทางการเงินให้รอดพ้นจากทุกวิกฤติได้ อย่างไรก็ดี ทุกๆ 10-12 ปี มักจะมีวิกฤติใหญ่ๆ เข้ามาทดสอบเสมอ และเมื่อคุณผ่านมันไปได้ คุณจะแข็งแกร่งขึ้น เป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการทุกท่าน ข้ามผ่านอุปสรรคทั้งมวล มีกำลังกาย กำลังใจที่เข้มแข็งนะคะ   Smartfinn ยินดีให้คำปรึกษา หากท่านขาดสภาพคล่องชั่วคราว โทรหาเราที่ 02-937-2289, 089-664-5359, 094-445-7975 ค่ะ       SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

รวบรวมความเห็น New Normal ของคนไทย ไว้ที่นี่

รวบรวมความเห็น New Normal ของคนไทย ไว้ที่นี่   สมาร์ทฟินน์ รวบรวมความปกติรูปแบบใหม่มาแชร์ให้ฟัง !!     Social Structure โครงสร้างของสังคมใหม่ที่ผู้คนจะยอมลดความลับอันเป็นเรื่องส่วนตัว ต้องแถลงหรือแจ้งแพทย์ตรงตามความจริง ว่าเดินทางไปไหนมาบ้าง โรคประจำตัว ฯลฯ และยอมให้ข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ มากขึ้นเพื่อปกป้องสุขภาพตนเองและครอบครัว   การปรับตัวครั้งใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน ความร่วมมือระหว่างกันขององค์กรและอุตสาหกรรม มุ่งเน้นสังคมต้องยืดหยุ่นและรวดเร็ว   สังคมไร้สัมผัส หรือเลี่ยงการสัมผัสจากช่วง Covid-19 อาจส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์ของบุคคลในอนาคตไปด้วย การใช้อุปกรณ์สาธารณะ อาจใช้ระบบสั่งงานด้วยเสียงมาควบคุมแทน เช่น ลิฟต์, การสั่งเปิด-ปิดไฟสวิตซ์ไฟในออฟฟิศด้วยเสียง, สมาร์ทโฮม, สมาร์ทออฟฟิศ   ความวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยในที่สาธารณะ ส่งผลให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจ ร้านอาหาร สถานออกกำลังกายในร่ม สถานบันเทิง สนามมวย ห้างสรรพสินค้า ยิมเนเซี่ยมต่างๆ ต้องปรับมาตรการด้านคุณภาพอากาศ และการฆ่าเชื้อโรค เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้มาใช้บริการ   วิถีชีวิตและไลฟสไตล์ด้านที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไป จากการทำงานอยู่ที่บ้าน Work from home ทำให้ต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้นมากกว่า การมีคอนโดมีเนียมในเมืองแต่พื้นที่คับแคบ ต้องมีพื้นที่ส่วนกลางที่มากขึ้น กว้างขึ้น จึงจะตอบโจทย์   เศรษฐกิจติดบ้าน เคยชินกับการอยู่บ้าน ทำงาน ทำอาหาร ทำกิจกรรมจึงต้องการพื้นที่ส่วนตัวที่มากขึ้น   ส่งผลให้ความต้องการพื้นฐานของเมืองจะต้องมีบริการและแพลตฟอร์มด้านสุขภาพ และสุขภาพจิตรองรับ ต่อไปอาจมี Telemedicine ของโรงพยาบาลให้บริการก็เป็นได้   บริการขนส่งระยะสั้นและรวดเร็ว ซึ่งเราคงเห็นกันเยอะอยู่แล้วใน กทม แต่ในอนาคตจะได้รับการบริการแบบส่งระยะ 1 กม.ภายใน 1 ชม.   การเติบโตของเครื่องมืออุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์แบบสวมใส่สูงขึ้น แม้จะต้องแลกกับความเป็นส่วนตัวของตน การให้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อสุขภาพบน wearable device เช่นโทรศัพท์ นาฬิกา ผู้ผลิตต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวให้ได้   ความสำคัญของอาหารคู่กับความปลอดภัย ไม่เพียงแค่อร่อย โดยที่ผู้บริโภคอาจเริ่มทำฟาร์มเล็กๆ ในบ้านกันมากขึ้น   ความนิยมในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยประเภท Brandname ลดลง ในกลุ่มของผู้บริโภคขนาดกลาง เพราะประสบการณ์ที่พึ่งพบเจอจาก Covid-19 ทำให้คนเห็นความสำคัญของการมีกระแสเงินสดมากขึ้น หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้อย่างรวดเร็วและเสียหายน้อยที่สุด   ร้านเสริมสวย Beauty Technology หรือคลินิกเสริมความงามต่างๆ ตลอดจนร้านทำผม ทำเล็บ ธุรกิจจะเป็นกราฟขาขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคโหยหา และขาดช่วงไปนาน   ชาวต่างชาติอยากรู้จักประเทศไทยมากขึ้น จากการควบคุม ป้องกันโรคอย่างดี มีแพทย์เก่ง รวมถึงคนไทยมีอัธยาศัยไมตรีจิตที่ดีต่อชาวต่างชาติในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างไม่ขาดสายเกิดเป็นภาพลักษณ์เมืองไทยน่าอยู่ น่าเที่ยว จากเดิมการแพทย์ไทยอยู่อันดับที่ 6 ของโลก น่าจะได้เลื่อนขึ้นไปอยู่อย่างน้อย Top 3   ผู้คนยังหลีกเลี่ยงใช้บริการขนส่งสาธารณะ อาจทำให้ตลาดรถยนต์ขนาดเล็ก, มอร์เตอร์ไซด์ กลับมาคึกคัก   ธุรกิจส่งของ อาหาร ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ด้วยการสั่งของส่งถึงที่ คนรู้สึกว่าสะดวกดี ไม่ต้องไปต่อคิวเอง จากคนที่ไม่เคยใช้แอพพลิเคชั่นบนมือถือ สั่งของ online ก็ได้ลองใช้ในช่วง Covid-19 ที่ผ่านมา   ธุรกิจเสื้อผ้า และเครื่องประดับ อาจจะแค่ทรงๆ เพราะคนยังเน้นการปกป้องร่างกาย แต่งสวยก็ไม่รู้จะไปโชว์ใคร เพราะยังไม่มีกิจกรรมให้ออกงานมากนัก   ธุรกิจท่องเที่ยว และบันเทิง เป็นสิ่งที่จะฟื้นตัวลำดับท้ายๆ แต่การท่องเที่ยวในประเทศ จะกลับมาคึกคักกว่าที่เคย เพราะคนจะยังไม่กล้าเดินทางไปต่างประเทศ การจัดแนวทาง Medical Tour หรือ Wellness Tour เป็น Medical Hub ของโลกในการบริการ เพื่อให้นโยบายครบวงจร เป็นจุดเด่นของไทยที่จะผงาดขึ้นมาจากวิกฤตนี้   เครดิตการ์ด เงินอิเลคทรอนิคส์ E-Wallet ต่างๆ จะถูกใช้มากขึ้น เพื่อเลี่ยงการสัมผัสธนบัตร   ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ ภายในบ้าน หรือสำนักงาน ตลอดจนอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย (แมสก์) จะยังคงมีความสำคัญต่อจากนี้ไปอีกเป็นปีๆ เพราะทุกคนจะตระหนักถึงสุขอนามัยมากขึ้น   Trend การดูแลสุขภาพ ใส่ใจช่วงเวลาของการพักผ่อนนอนหลับ ลดชั่วโมงปาร์ตี้ การออกงานตามสังคมไปโดยปริยาย มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เป็นช่วงเวลาแห่ง Family Time นั่นเอง   อาชีพที่หายไป เพราะการระบาดของ Covid-19 เข้ามาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางอาชีพหายไปอย่างทันที ผู้คนไม่สามารถปรับตัวได้ในระยะสั้น ซึ่งในอนาคตก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะสามารถกลับมาประกอบอาชีพเดิมได้หรือไม่   ตลาดออนไลน์ที่เกิดใหม่ อันเนื่องมาจากมหาวิทยาลัย เป็นการผูกกันระหว่างตลาดออนไลน์และสถาบัน ส่งผลให้เกิดความไว้วางใจที่มากกว่า อย่างที่ตลาดทั่วไปให้ไม่ได้   สมดุลชีวิตจาก Work From Home ทำให้องค์กรตระหนักได้ว่างานประเภทใดสามารถเข้าออฟฟิศ หรือไม่เข้าออฟฟิศได้ รวมทั้งสมดุลชีวิตของการทำงานที่เปลี่ยนไป ลดจำนวนวัน/สลับกันเข้าออฟฟิศ   ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น อะไรก่อนหน้านี้ที่ไม่จำเป็น Covid-19 ครั้งนี้ทำให้ได้ทบทวนว่าที่ผ่านมาเราทำสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่ เป็นโอกาสที่จะเลิกทำ   ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกันในทุกคน เพราะจะแตกต่างกันไปตามชนชั้น เนื่องจากแต่ละคนไม่ได้มีศักยภาพเท่าเทียมกันใน New Normal นั้นๆ เห็นได้ชัดเจน เช่น การเรียนออนไลน์ที่ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง   นักธุรกิจต่างๆ จะหาวิธีย้ายมาอยู่ในประเทศไทย ซื้อบ้าน หรือมี work permit เอาไว้ เพราะประเทศไทยทำธุรกิจง่ายเป็นอันดับ 1 ค่าครองชีพต่ำ ค่าแรงถูก อาหารอุดมสมบูรณ์   ผู้สูงอายุทั่วโลก จะต้องหาทางมาขอได้รับการดูแลที่เมืองไทย โดยใช้เงินเก็บก้อนสุดท้าย มาซื้อบ้านและมีความเป็นอยู่ที่ดีได้ที่เมืองไทย   คนไทยที่อาศัยอยู่ทั่วโลก จะอยากกลับมาอยู่เมืองไทยด้วย และการสมองไหลจะน้อยลง   สถาบันการศึกษาในไทยจะมีโอกาสได้ตัวผู้เชี่ยวชาญมามากขึ้น ที่อยากมาไทยมากกว่าสิงคโปร์หรือจีน โดยเฉพาะมหิดล และแพทย์จุฬา ทำให้คนต่างชาติอยากมาเรียนมากขึ้น และน่าจะมีงานวิจัยทางการแพทย์ของไทยติดระดับโลกมากขึ้นด้วย   สมุนไพรไทย เป็นอะไรที่น่าอเมซิ่งมากๆ เป็นอีกหนึ่งด้านที่ประเทศอื่นไม่มี     แหล่งที่มา : ผศ.ดร. วรัชญ์ ครุจิต (ผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันนิด้า) FutureTales Lab by MQDC ผศ.ดร.จันทนี เจริญศรี (คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

รัฐใจดีขยายมาตรการคุ้มครองเงินฝาก 5 ล้าน

รัฐใจดีขยายมาตรการคุ้มครองเงินฝาก 5 ล้าน   เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในการขยายระยะเวลาบังคับใช้มาตรการคุ้มครองเงินฝาก จำนวน 5 ล้านบาท จากเดิมจะคุ้มครองวงเงิน 5 ล้านบาทถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 โดยขยายระยะเวลาถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2564 สามารถอ่านรายละเอียดการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากเดิมได้ที่นี่   เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ จึงมีมติเห็นสมควรขยายเวลาการบังคับใช้วงเงินคุ้มครองเงินฝาก เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 และรักษาความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินไว้กับธนาคาร   วงเงินคุ้มครองเงินฝาก วงเงินคุ้มครองเงินฝาก มาตรการเดิม มาตรการใหม่ จำนวน 5 ล้านบาท มีผลถึง 10 ส.ค. 2563 มีผลถึง 10 สิงหาคม 2654 จำนวน 1 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2563 เป็นต้นไป ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2564 เป็นต้นไป   สถาบันคุ้มครองเงินฝากเชื่อว่าการขยายวงเงินการคุ้มครองเงินฝากครั้งนี้จะสร้างความมั่นใจต่อการฝากเงินกับสถาบันการเงินได้อีกระยะหนึ่ง       SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ทำอย่างไรไม่ให้เครียด หลังว่างงานพิษโควิด-19

ทำอย่างไรไม่ให้เครียด หลังว่างงานพิษโควิด-19   ช่วงสถานการณ์ COVID-19 หลายอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศได้รับผลกระทบทางการค้าเป็นอย่างมาก และคาดว่ากว่าที่ธุรกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้ อย่างเร็ว น่าจะปลายปี 2563 จากรายงานของ McKinsy & Company คาดการณ์ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จะฟื้นตัวในไตรมาส 1-2 ของปี 2021 และกลุ่มการบินพาณิชย์ จะฟื้นตัวเป็นลำดับสุดท้าย และตอนนี้มีบางบริษัทฯ ได้ประกาศล้มละลายกันแล้วจากพิษโควิด-19 นี้ เช่น Dean&Deluca ยื่นล้มละลายต่อศาลสหรัฐอเมริกาในแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2563 อ่านข่าวการยื่นล้มละลายของ Dean&Deluca ได้ที่นี่ ขอขอบคุณข่าวจาก Brand Buffet   บางบริษัทจำเป็นต้องลดเงินเดือนพนักงานตัวเองเพื่อความอยู่รอด บางบริษัทหนักถึงขั้น leave without pay ให้กับพนักงานหรือลดจำนวนพนักงานกันเลยทีเดียว Smartfinn ต้องการให้กำลังใจ ให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน และคิดว่าวิธีนี้อาจนำทางสว่างมาให้ใครหลายๆ คน โดยเฉพาะพนักงานประจำ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น   Physical จิตใจที่ดี ย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ (Sound mind in the sound body) การออกกำลังกายเป็นวิธีคลายเครียดที่ดีที่สุด นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจและความเชื่อมั่นตัวเองได้ อีกทั้งยังเสริมภูมิคุ้มกัน ลดอัตราการเจ็บป่วยที่เกิดจากเชื้อโรค ลดค่าใช้จ่ายในการหาหมอเพื่อจ่ายค่ารักษาและซื้อยาอีกด้วย   Mental สถานการณ์กดดันจากที่ทำงานและการอยู่ในพื้นที่จำกัดอย่างบ้านและคอนโด ก็อาจทำให้ฟุ้งซ่านได้ ควรหากิจกรรมทำ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ในสวนหรือระเบียง สวดมนตร์ เป็นต้น นอกจากนั้น การอ่านหนังสือ เรียนคอร์สออนไลน์ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในจังหวะนี้ หาความรู้เพิ่มเติม เสริมทักษะสกิล เตรียมตัวเองให้พร้อมแสดงฝีมือในหน้าที่การงานหลังจบวิกฤติ   Financial สิ่งสำคัญตอนนี้ คือการประหยัดค่าใช้จ่าย สำรวจรายรับ จัดการรายจ่าย ถือเป็นการจัดการอย่างชาญฉลาด ลดรายจ่ายให้เหมาะสม และหาเงินเพิ่ม   ทำรายรับรายจ่ายใหม่ ขายขนม homemade / หรือของมือสอง   ที่สำคัญต้องไม่หมดหวัง และมีกำลังใจที่ดี ใช้ช่วงเวลานี้เพิ่มพูนทักษะให้ตัวเอง วิกฤตย่อมมีวันจบคนที่แข็งแกร่งกว่า เมื่อล้มแล้วต้องลุกขึ้นและวิ่งให้เร็ว ท้ายที่สุดขอให้ทุกคนปลอดภัย และขอเป็นกำลังใจให้แพทย์และพยาบาลที่ทำงานหนักและเสี่ยงชีวิตมากในช่วงนี้ Stay safe & Stay at home นะ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn    

อ่านต่อ >>

ฝากเงินกับธนาคาร ยังน่าฝากอยู่ไหม?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2562 มีการเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ทำการปรับลดวงเงินคุ้มครองจาก 10 ล้านบาท เหลือเพียง 5 ล้านบาท ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 64 และจะปรับลดเหลือเพียง 1 ล้านบาท ในวันที่ 11 สิงหาคม 64 อีกด้วย ความน่ากลัวมันทวีคูณมากขึ้นแล้วจริงๆ …     โดยผลิตภัณฑ์เงินฝากที่จะถูกลดวงเงินการคุ้มครองลงคือ ✅ เงินฝากกระแสรายวัน ✅ เงินฝากออมทรัพย์ ✅ เงินฝากประจำ ✅ บัตรเงินฝาก ✅ ใบรับเงินฝาก ล้วนเป็นรายการยอดนิยมที่ใช้ทำธุรกรรมทั้งสิ้น   credit รูปภาพ : สถาบันคุ้มครองเงินฝาก   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

3 วิธีเริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง แบบไหนดี แบบไหนโดน

3 วิธีเริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง แบบไหนดี แบบไหนโดน   สำหรับคนที่กำลังอยู่ในวัยทำงาน หรือเริ่มต้นเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ อยู่ คงจะทราบกันดีว่าการเก็บออมเงินนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับการใช้ชีวิตค่อนข้างมากทีเดียว โดยเฉพาะในยามฉุกเฉิน หรือออมเงินเพื่อวางแผนระยะยาวในการใช้ชีวิตหลังเกษียณก็ตาม   แต่สำหรับมือใหม่แล้ว เรื่องของการลงทุนหรือการเก็บออมเงินนั้น ค่อนข้างที่จะต้องทำความเข้าใจและศึกษากันมาพอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะการวางแผนจัดพอร์ตในการลงทุน ซึ่งถ้าหากใครที่เพิ่งเริ่มต้น และอยากวางแผนจัดพอร์ตด้วยตัวเอง เราก็มีคำแนะนำ 3 ข้อมาฝากกัน     กำหนดเป้าหมายของการจัดพอร์ต ก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุนในด้านต่างๆ ให้ลองกำหนดเป้าหมายออกมาเป็นหมวดหมู่ หรือแยกย่อยเป้าหมายออกมาให้ชัดเจนก่อน เช่น ต้องการเก็บเงินดาวน์บ้านสักหลัง โดยใช้ระยะเวลาไม่เกิน 3-5 ปี ข้างหน้า หากเป็นเป้าหมายเช่นนี้ก็ควรมองหาการลงทุนในกองทุน ที่ได้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็ควรพิจารณาเลือกให้ดี และไม่ควรเลือกลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป   นอกจากนี้หากเป็นการวางแผนเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ช่วงหลังเกษียณ ก็ควรจะจัดพอร์ตลงทุนในระยะยาว ควรเลือกลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นมาอีกนิด โดยลองพิจารณาดูจากผลตอบแทนย้อนหลัง ซึ่งกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงจะค่อนข้างให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลงทุนในระยะยาว ก็จะยิ่งตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากมีเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ     พิจารณาตัวเองดูว่ายอมรับความเสี่ยงได้ในระดับไหน เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการออมมากขึ้นแล้ว คราวนี้ให้ลองถามตัวเองดูว่ายอมรับความเสี่ยงได้ในระดับไหน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหากเป็นคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน และยังมีอายุน้อยอยู่ การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง และลงทุนระยะยาวก็ดูจะเหมาะสมมากทีเดียว ซึ่งการลงทุนสำหรับคนวัยนี้ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในกลุ่มของการลงทุนในกองทุนเท่านั้น เพราะยังสามารถเลือกลงทุนในรูปแบบของ อสังหาฯ ได้เหมือนกัน อาทิ การผ่อนคอนโดแล้วปล่อยเช่า เป็นต้น   ส่วนใครที่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคนอย่างเต็มตัว พอร์ตการลงทุนนั้นก็ไม่ควรที่จะให้มีความเสี่ยงที่สูงจนเกินไป อาจจะเลือกลงทุนในกองทุนระยะสั้น และมีความเสี่ยงต่ำก็ค่อนข้างที่จะเหมาะมากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น หากมีเงินลงทุนมากเพียงพอ ก็สามารถที่จะเลือกลงทุนในรูปแบบของ อสังหาฯ ควบคู่กันไปด้วยได้เช่นเดียวกัน     เริ่มต้นจัดพอร์ต ใครที่กำหนดเป้าหมาย และพิจารณาในเรื่องของความเสี่ยงที่ยอมรับได้แล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุนกันแล้ว ซึ่งเราขอแบ่งการจัดพอร์ตออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ   พอร์ตลงทุนระยะยาว สำหรับพอร์ตการลงทุนในระยะยาวนี้ เป็นพอร์ตที่สำคัญที่สุด และหากเป็นไปได้ แนะนำว่าควรจะมีพอร์ตนี้ติดมือกันเอาไว้ด้วย ซึ่งพอร์ตระยะยาว จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตสบายขึ้นในวัยหลังเกษียณ การลงทุนสำหรับพอร์ตนี้จึงควรเลือกกองทุนที่ต้องถือกันยาวๆ และอาจจะผสมผสานการลงทุนอสังหาฯ หรือหุ้นบางตัวมาผสมผสานไปด้วยได้   พอร์ตลงทุนระยะยาวสำหรับการใช้จ่ายตามความเหมาะสม สำหรับพอร์ตนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ เพราะเป็นพอร์ตที่ค่อนข้างเหมาะกับคนที่มีเงินทุนในการลงทุนหลายพอร์ต โดยพอร์ตนี้จะเน้นในการลงทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพื่อให้ได้รับ Passive Income เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพอร์ตนี้ก็อาจจะต้องมีความเข้าใจ และมีกลยุทธ์ในการลงทุนกันพอสมควร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ได้ตามที่ต้องการ   พอร์ตลงทุนระยะสั้น สุดท้ายก็คือ การลงทุนในระยะสั้น เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในระยะเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยการลงทุนสำหรับพอร์ตแบบระยะสั้น ก็สามารถเลือกลงทุนได้ในกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างๆ หรือจะเป็นบัญชีออมทรัพย์แบบฝากประจำ ระยะเวลา 1-2 ปี ซึ่งแม้ว่าจะได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงก็ตาม แต่โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดจากการลงทุนก็แทบจะไม่มีเลยทีเดียว   เมื่อทราบถึงวิธีในการจัดพอร์ตสำหรับมือใหม่กันแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่จะลงสนามด้วยตัวเองกันแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องไม่ลืมว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” ฉะนั้นต้องศึกษาเรื่องของการลงทุนกันให้ดีก่อนเริ่มต้นลงทุน ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จจากการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายได้นั่นเอง   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ธุรกิจขายฝากน่าเข้าไปลงทุนจริงหรือไม่?

ธุรกิจขายฝากน่าเข้าไปลงทุนจริงหรือไม่?   มารู้จักการลงทุนกันเถอะ เรามาเริ่มกันที่การลงทุนที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเอาเงินไปฝากธนาคารแล้วได้รับดอกเบี้ยจากธนาคาร 1-2% ต่อปี แบบนี้ก็ถือเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง หรือ การที่เราเข้าซื้อหุ้นกู้ของบริษัทมหาชนต่างๆ ซึ่งเป็นการปล่อยกู้โดยตรงให้กับบริษัทชั้นนำเหล่านั้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนเช่นกัน     ความเสี่ยงในการปล่อยกู้ การลงทุนในรูปแบบการปล่อยกู้ ความเสี่ยงหลักๆ ที่เราต้องดู ต้องรู้ ก็คือ ความเสี่ยงที่ ลูกหนี้ จะเบี้ยวหนี้เราไป ซึ่งกลายเป็นหนี้เสีย การฝากเงินที่ธนาคารของเรานั้น นับเป็นการที่ปล่อยกู้ให้กับธนาคารเช่นกัน เพราะธนาคารได้นำเงินเราไป โดยตอบแทนด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่นๆ สำหรับการที่ธนาคารกู้เงินเราแล้วให้ดอกเบี้ยต่ำๆ ได้ก็เพราะว่า โอกาสที่ธนาคารจะเบี้ยวหนี้เรานั้นมีน้อยมากๆ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายคุ้มครองเงินฝากบัญชีละ 1,000,000 บาท ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก (สามารถศึกษาพ.ร.บคุ้มครองเงินฝากเพิ่มเติมได้ที่นี่) ในอีกรูปแบบหนึ่งคือ การลงทุนหุ้นกู้ของบริษัทมหาชน เปรียบเหมือนเราเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทนั้น ก็จะมีบริษัทที่คอยตรวจสอบจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทเหล่านั้นให้กับเราในประเทศไทยก็มี Fitch กับ TRIS ที่เราคุ้นเคยกัน     การลงทุนแบบการเป็นเจ้าหนี้แบบไหนที่ให้ผลตอบแทนเยอะที่สุด? แน่นอนเป็นเจ้าหนี้ปล่อยกู้นอกระบบเรียกได้ว่ารวยที่สุดก็เป็นได้ เพราะมีการเก็บดอกเบี้ยที่สูงมากๆ ซึ่งอาจสูงถึง 5% ต่อวัน หรือเดือนละ 150% ก็มี แต่ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่งเพราะการเก็บดอกเบี้ยด้วยอัตราที่สูงเช่นนี้มันผิดกฎหมาย     จะเป็นเจ้าหนี้อย่างไรให้ถูกกฎหมาย? เป็นเจ้าหนี้เอาแบบถูกกฎหมายที่เราจะทำได้ คือ การรับซื้อฝากในธุรกิจขายฝาก ... ขายฝาก คือ การซื้อขายทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของผู้ซื้อฝากทันทีที่มีการทำสัญญา แต่มีเงื่อนไขตกลงว่า ผู้ขายฝากสามารถไถ่ทรัพย์สินคืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดและวงเงินที่ตกลงกันและต้องทำสัญญาต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินที่สำนักงานที่ดินเท่านั้น ซึ่งการขายฝาก ช่วยในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมาย มีกฎหมายคุ้มครองทั้งผู้ขายฝาก และผู้รับซื้อฝาก (นักลงทุน)     ลงทุนกับ SMARTFINN แพลตฟอร์มแมชชิ่งขายฝากอสังหาฯ กับนักลงทุน ปลอดภัยมั่นใจได้ นักลงทุนสามารถเลือกดูการลงทุนในรูปแบบนี้ได้ โดยทางสมาร์ทฟินน์ จะมีบริการคัดกรองทรัพย์สินและมีการประเมินราคาทรัพย์สิน โดยบริษัทประเมินราคาทรัพย์สินที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. มาช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนอีกระดับหนึ่ง นอกจากนี้สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการขายฝากทางบริษัทมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องการขายฝากที่สามารถให้คำปรึกษา แนะนำวิธีการขายฝากอย่างถูกต้องให้อีกด้วย ส่วนความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระ ด้วยกฎหมายขายฝาก ถ้าเราเป็นผู้รับซื้อฝากแล้วผู้ขายฝากไม่นำเงินมาซื้อคืนเราก็ได้ที่ดิน ได้อสังหาริมทรัพย์มาครอบครองโดยสมบูรณ์ ก็เหมือนกับเงินต้นเราได้รับความคุ้มครอง จะเรียกว่าเต็มจำนวนเลยก็ได้เพราะเวลาที่เราเป็นผู้รับซื้อฝากเราให้เงินไปน้อยกว่ามูลค่าที่ดินแน่ๆ สำหรับคนที่ต้องการลงทุนให้เงินได้ทำงาน การลงทุนเป็นผู้รับซื้อฝากก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่ง   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

พัฒนาความรู้ ทำให้ SMEs ก้าวกระโดด

พัฒนาความรู้ ทำให้ SMEs ก้าวกระโดด   การที่เจ้าของกิจการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ การเข้าร่วมสัมมนา การฟังและอ่านหาความรู้เพิ่มเติมอย่างจริงจัง สามารถนำความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดกิจการได้ เช่น การศึกษาเรื่องภาษี สามารถช่วยให้เจ้าของกิจการคำนวณกำไรสุทธิที่แท้จริงได้ หรือ ความรู้ด้านการเจรจาต่อรอง ก็ช่วยให้เจ้าของกิจการไปต่อรองได้ต้นทุนที่ถูกลงได้     SMEs จำเป็นต้องเรียนแล้วนำไปลงมือปรับปรุงแก้ไข แบบนี้ซ้ำๆตลอดเวลา  จึงเดินต่อไปแบบก้าวกระโดดได้ การที่เจ้าของกิจการไม่แสวงหาความรู้พัฒนาตนเอง อาจทำให้คู่แข่งสามารถแซงหน้า หรือดำเนินกิจการผิดพลาดได้ กิจการไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น เช่น การยกเว้นภาษีบางตัวของภาครัฐเพื่อช่วยเหลือกิจการประเภทนั้น แต่หากเจ้าของกิจการไม่ทราบถึงขั้นตอนก็ทำให้ต้องเสียประโยชน์ในส่วนนี้ไป หรือ ช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ๆที่เป็นทางเลือกนอกเหนือจากสถาบันการเงิน หากเจ้าของกิจการไม่ทราบก็ต้องกู้ยืมคนใกล้ตัว   สมาร์ทฟินน์ ช่วยประสานด้านหาแหล่งเงินทุนขายฝาก ดอกเบี้ยเป็นธรรม และระยะเวลาดำเนินการ 7-10 วันทำการ เจ้าของธุรกิจที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ www.smartfinn.co.th หรือ โทร 02-937-2289 , 094-445-7975  บริการให้คำปรึกษาฟรี LINE ID: @smartfinn     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ตั้งราคาขายผิด จากกำไรเป็นขาดทุน

ตั้งราคาขายผิด จากกำไรเป็นขาดทุน   การตั้งราคาขายผิด เกิดจากการไม่คิดละเอียดรอบคอบของเจ้าของธุรกิจ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไร SMEs ส่วนใหญ่มักลืมคิดค่าใช้จ่ายในการขาย การบริหาร ดอกเบี้ยจ่ายจากแหล่งเงินกู้ หรือขายฝาก นายทุนนอกระบบหรือในระบบ บวกรวมเข้าไปในต้นทุนด้วย จึงมักคิดว่าราคาขายเท่านี้ก็มีกำไรที่รับได้แล้ว   แต่ในความเป็นจริง หากกำไรที่เหลือต่ำมาก จะไม่สามารถเหลือเพียงพอสำหรับลงทุนเพื่อการเติบโตได้ หรือแทบจะไม่มีกำไรเลย ในกรณีที่แย่ที่สุดคือ ยิ่งทำยิ่งขาดทุน ดังนั้นเจ้าของธุรกิจควรคำนวนค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างรอบคอบก่อนที่จะตั้งราคาขาย เมื่อได้ราคาขายที่รับได้แล้ว ก็ค่อยดูว่าอยู่ในช่วงที่กลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อหรือไม่ เจ้าของกิจการต้องอย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายเงินเดือนพนักงาน ต้นทุนสินค้า มีเงินเฟ้อมากำกับทุกปี ต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นจะกระทบราคาขายในอนาคตเท่าไรก็เป็นอีกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจต้องพิจารณาให้ดี       SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ยอดขายเติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่าย

ยอดขายเติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่าย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกธุรกิจ เช่น  ยอดขายเพิ่มขึ้น 30% แต่ต้นทุนกลับมากขึ้น 60% แสดงว่ากำไรสุทธิลดลงอย่างแน่นอน หากต้องการให้กำไรเพิ่มขึ้นตามเป้า อาจหมายถึง ต้องทำยอดขายเพิ่มขึ้นอีก 1-2 เท่าตัว     ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การขยายไลน์การผลิตใหม่ การขยายช่องทางการขายใหม่ หรือการทำโปรโมชั่นอื่นๆ เพิ่มขึ้น เป็นต้น แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือ ต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย เช่น  ค่าเสื่อมจากอุปกรณ์ใหม่ ค่าใช้จ่ายทางการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ เป็นต้น เป็นสาเหตุให้ค่าใช้จ่ายเติบโต เจ้าของกิจการต้องพิจารณาว่า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมานั้นเป็นการเพิ่มแบบถาวรหรือชั่วคราว ถ้าเป็นการเพิ่มแบบถาวรเป็นไปได้ว่ามีการกำหนดกลยุทธ์ผิด เกิดสภาวะยิ่งทำยิ่งกำไรลด แต่ถ้าหากค่าใช้จ่ายเพิ่มแบบชั่วคราว ผู้ประกอบการก็ต้องหาแหล่งเงินทุนเพื่อเข้ามาเสริมกิจการในระยะสั้น ให้เพียงพอต่อกิจการที่กำลังขยายตัว   ซึ่ง การขายฝาก อาจเป็นทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะสั้นที่ไวที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมีนักลงทุนที่มีความน่าเชื่อถือ และไม่คิดดอกเบี้ยแบบมากเกินไป วันนี้ ขายฝาก ผ่านสมาร์ทฟินน์ ดอกเบี้ยเพียง 0.75% ต่อเดือน หรือ 9% ต่อปี สัญญาขายฝากเริ่มต้นที่หนึ่งปี และท่านยังคงพักอาศัยอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ได้ตามปกติ การขายฝากอสังหาฯ กับนักลงทุน และช่วย SMEs ให้มีสภาพคล่อง สนใจดูรายละเอียดและตัวอย่างได้ที่ www.smartfinn.co.th     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

คุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน ?

คุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน ?   จริงๆแล้วนักลงทุนแต่ละท่านต่างมีสไตล์การลงทุนที่เป็นของตัวเอง เช่น เป้าหมายผลตอบแทน ระยะเวลาในการลงทุน ความเชื่อมั่นในตัวเอง และ ความสามารถในการรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน แต่เพื่อให้ท่านสามารถเลือกทรัพย์สินในการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง ทำให้เราแบ่งประเภทของนักลงทุนออกมาได้ 3 ประเภท ดังนี้   1.Aggressive พอร์ตของนักลงทุนแบบ Aggressive เปิดโอกาสรับความเสี่ยงสูงขึ้นเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์และมีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุน ตัวอย่างการลงทุน เช่น กองทุนรวมต่างประเทศ หุ้นกู้เอกชน     2. Moderate Risk เลือกการลงทุนที่มีความปลอดภัย แต่ก็เปิดโอกาสรับความเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่สามารถ รับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง เช่นเดียวกับผลตอบแทนที่คาดหวังปานกลาง ตัวอย่างการลงทุน เช่น หุ้นสามัญที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ตราสารหนี้     3.Conservative ไม่ต้องการความเสี่ยงหลีกเลี่ยงความผันผวน การลงทุนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การพยายามรักษาเงินลงทุนให้ปลอดภัย ตัวอย่างการลงทุน เช่น เงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล     ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงต่ำ แต่คาดหวังผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากธนาคาร Smartfinn คือการลงทุนซื้อฝากในอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และ ให้ผลตอบแทนสูง 9-12% ต่อปี "กดที่รูปเพื่อสร้างผลตอบแทนในแบบของคุณ"     ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต จุดประสงค์เพื่อเป็นทางเลือกและเพิ่มผลตอบแทนให้นักลงทุน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาในการลงทุนซื้อฝากทุกขั้นตอน   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ใช้เงินมือเติบ เพิ่มต้นทุนให้กิจการ

ใช้เงินมือเติบ เพิ่มต้นทุนให้กิจการ   เมื่อกิจการเป็นไปได้ด้วยดี เจ้าของกิจการรู้สึกว่าเริ่มมีเงิน เริ่มมีความสำเร็จ เงินเข้ามาคล่องตัว ก็เริ่มนำเงินไปซื้อรถ บ้าน กระเป๋า นาฬิกา เครื่องเพชร หรือเฟอร์นิเจอร์สารพัด การนำเงินหมุนเวียนของกิจการไปใช้ในของส่วนตัว หรือการใช้เงินผิดประเภท ทั้งหมดที่ไปซื้อมาอาจต้องผ่อนจ่ายจึงแบกภาระทั้งต้นทั้งดอก เมื่อถึงจุดที่กิจการทรงตัวหรือยอดขายตก ก็จะส่งผลให้กิจการขาดกระแสเงินสดในการดำเนินธุรกิจ     ดังนั้นสิ่งสำคัญของกิจการขนาดกลางและย่อม คือการรักษาวินัยทางด้านการเงินอย่างเคร่งครัด ต้องใช้เงินเพื่อธุรกิจเท่านั้น  และต้องกันเงินสำรองส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันภาวะคาดไม่ถึง โดยทั่วไปควรสำรองเงินสดให้เพียงพอต่อการบริหารกิจการอย่างน้อย 6 เดือน หากเจ้าของธุรกิจไหนพบปัญหาขาดกระแสเงินสดในการดำเนินธรุกิจ ต้องการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องอย่างเร่งด่วน ระยะเวลาดำเนินงาน 7-10 วันทำการ สมาร์ทฟินน์ เราช่วยหาแหล่งเงินทุนขายฝาก ที่มีอัตราดอกเบี้ยเป็นธรรม ให้ท่านได้ครับ   สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ www.smartfinn.co.th หรือ โทร 02-937-2289     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ธุรกิจเงินหายเพราะลืมคิดค่าใช้จ่ายที่เป็นของตนเอง

เจ้าของธุรกิจบางคนอาจสงสัยว่าทำงานไปเงินในกิจการหายไปไหน   อาจเป็นเพราะเจ้าของธุรกิจลืมคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ทำงานที่บ้านไม่ได้คิดค่าเช่าออฟฟิศ ไม่คิดค่าแรงตัวเอง ภรรยา ลูก พี่น้อง บางทีลืมคิดค่าผ่อนรถ ค่าน้ำมัน ค่าทำบัญชี ค่าประกันรถ ค่าน้ำค่าไฟของโฮมออฟฟิศสารพัดค่าใช้จ่ายใกล้ตัวที่ลืมคิดค่าใช้จ่ายจริง แต่ตอนจ่ายเงินต้องจ่ายจริง เลยทำให้ SMEs คาดการณ์ รายจ่าย กำไร และการประเมินกระแสเงินสดผิด     เมื่อคาดว่าจะมีกำไร และมีเงินสดเหลือ กลับกลายเป็นขาดทุน และมีเงินสดไม่พอ ถ้าลองลงบันทึกรายละเอียดค่าใช้จ่ายแยกประเภท เมื่อเห็นตัวเลขจริง เจ้าของกิจการอาจจะตกใจ สิ่งเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่แท้จริง ที่ควรรวมไปในการคำนวณต้นทุน ดังนั้นหากท่านใดรู้จุดบกพร่องทางบัญชีของตัวเองแล้ว ต้องการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องอย่างเร่งด่วน สมาร์ทฟินน์ เราช่วยหาแหล่งเงินทุนขายฝาก ที่มีอัตราดอกเบี้ยเป็นธรรม ให้ท่านได้ครับ   ระยะเวลาดำเนินการ 7-10 วันทำการ แหล่งเงินทุนเพื่อธุรกิจผ่านวิกฤตไปได้ เจ้าของธุรกิจที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ www.smartfinn.co.th หรือ โทร 02-937-2289     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ธุรกิจไม่รอดเพราะระบบบริหารจัดการ

ธุรกิจไม่รอดเพราะระบบบริหารจัดการ   การที่ธุรกิจดำเนินไปด้วยดี ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะรอดในระยะยาวหรือไม่ เพราะระบบการบริหารจัดการเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น   ระบบการเงินที่ดี การจัดทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพ การทำสต็อกว่าเป็นระบบ FIFO LIFO หรือ FILO   หากเจ้าของกิจการวางระบบไม่ดี อาจเกิดภาวะ ยิ่งขายยิ่งขาดทุน เพราะไม่รู้ว่าต้นทุนเท่าไหร่กันแน่ ระบบบัญชีแบบกระเป๋าซ้ายกับขวา ทำให้การเงินติดขัดไปหมด สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะบัญชีไม่เป็นระบบ ทำให้ยากที่จะรู้สาเหตุของการเงินติดขัด   เมื่อเจ้าของธุรกิจรู้ตัว ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเงินของกิจการ โดยการแยกเงินออกเป็นส่วนๆ ส่วนไหนของบริษัท ส่วนไหนของส่วนตัว ส่วนไหนสำหรับสินค้า ส่วนไหนสำหรับการขยายกิจการ ก็จะสามารถทำให้รู้ต้นทุนและกำไรที่แท้จริง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนทางการเงินอย่างถูกต้องได้     หากระหว่างการปรับปรุงระบบบริหารจัดการ ต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น สมาร์ทฟินน์สามารถช่วยผู้ประกอบการในการตามหานักลงทุนสำหรับการขายฝาก ที่คิดดอกเบี้ยอย่างเป็นธรรม ระยะเวลาดำเนินการเพียง 7-10 วันทำการ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถหาเงินทุนในระยะเวลาที่สั้นที่สุด และสามารถนำเงินไปพัฒนาธุรกิจต่อไปได้       SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

กระแสเงินสดกับSMEs

ธุรกิจบริหารการเงินไม่ดี อาจเกิดสภาวะ “ช็อต”   เมื่อธุรกิจเริ่มดำเนินกิจการ เงินเข้าเงินออก จากรายรับรายจ่ายประเภทต่างๆก่อให้เกิดกระแสเงินสดในกิจการ หากเจ้าของธุรกิจบริหารการเงินไม่ดี อาจเกิดสภาวะ “ช็อต” หรือ เงินสดขาดสภาพคล่อง โดยปัญหาหลักๆเกิดจาก   ธุรกิจที่ทำมีกำไรน้อยมากไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ต้องใช้เงินสดและเครดิตตลอดเวลาเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ หรือในอีกกรณีคือ ธุรกิจค้าขายดี เจ้าของธุรกิจจึงนำกำไรที่ได้ไป ขยายกิจการ   กิจการขยายใหญ่เกินจนทำให้ดึงเงินสดที่จำเป็นต้องใช้หมุนเวียนในปัจจุบันไป หากเป็น SMEs ทั่วไปก็สามารถขอวงเงินชั่วคราวกับสถาบันการเงินเพื่อประคองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว SMEs ส่วนใหญ่ยังไม่มีประวัติทางการเงินที่ยาวนานพอ ทำให้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินไม่ได้   ไม่สามารถรอสถาบันการเงินอนุมัติที่ใช้เวลา 2-3 เดือนได้ อีกทั้งไม่มีทุนเดิมหรือสายป่านมากพอทางออกของเจ้าของกิจการเหล่านั้นก็หนีไม่พ้นการกู้ยืมคนรอบข้าง ขายฝาก จนไปถึงนายทุนนอกระบบ การขายฝาก เป็นการกู้เงินในระบบหรือนอกระบบ? อ่านต่อคลิกที่นี่   สมาร์ทฟินน์ เราคือ ทางออกของการขายฝากเพื่อเจ้าของกิจการ SMEs ที่ต้องการดอกเบี้ยเป็นธรรม สะดวก ปลอดภัย และ รวดเร็ว   ใช้เวลาดำเนินการแค่ 7-10 วันทำการ เพียงมีอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของราคาขายฝากได้รับการประเมินจากบริษัทประเมินที่มีมาตรฐานเป็นธรรมต่อราคาสินทรัพย์ผู้มาขายฝาก   มีการกำหนดระยะเวลาขายฝาก 1-3 ปี หรือตามแต่คู่สัญญาตกลงกัน ถ้ามาไถ่ถอนก่อนครบกำหนดเวลาก็จะได้ทรัพย์สินกลับคืนไป ในขณะที่ การขายฝาก Smartfinn ผู้ขายฝากยังมีสิทธิในการอยู่อาศัย/ทำกิจการในทรัพย์สินของตนเองต่อไปได้จนครบกำหนดไถ่ถอน   สามารถต่ออายุการขายฝากได้ แต่มีสิ่งสำคัญที่แตกต่างไปคือ เงื่อนไขในการต่อสัญญาที่ไม่เหมือนกับการไปจำนำทรัพย์สินต่อโรงรับจำนำ   Smartfinn ช่วยส่งเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ แปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่ ให้เป็นทุนหรือขยายกิจการได้โดยช่วยเหลือในระดับใหญ่กว่าโรงรับจำนำ คือตั้งแต่ Micro-SME ธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดใหญ่ มีดอกเบี้ยเป็นสิ่งตอบแทนเช่นกัน แต่ดอกเบี้ยขายฝากส่วนใหญ่จะมีอัตราสูงมาก คือตั้งแต่ร้อยละ 1-3 %ต่อเดือน(12-36% ต่อปี) แต่ในขณะที่ Smartfinn ให้บริการดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 0.75% ต่อเดือน (9%ต่อปี) เท่านั้น   สามารถลงทะเบียนได้ที่ www.smartfinn.co.th หรือ โทร 02-937-2289     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ลงทุนอย่างปลอดภัยกับสมาร์ทฟินน์

ลงทุนอย่างปลอดภัยกับสมาร์ทฟินน์ การลงทุนในแต่ละประเภทมีความปลอดภัยต่างกัน การลงทุนที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าปลอดภัยที่สุดคือการลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาล รองลงมาคือเงินฝากธนาคาร เงินฝากประจำ กองทุน ตราสารหนี้ หุ้น เป็นต้น ดังนั้นการจัดการพอร์ทที่ดี ต้องวิเคราะห์ถึงผลตอบแทนและความปลอดภัยของเงินลงทุนเป็นหลัก ความปลอดภัยของการลงทุนมากหรือน้อยขึ้นกับการศึกษาและบริหารจัดการกระจายความเสี่ยงของตัวนักลงทุนเอง ผลตอบแทนของการลงทุน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ดอกเบี้ย และ มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของหน่วยลงทุน ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ 1.5% ต่อปี ดอกเบี้ยของเงินฝากประจำกับสถาบันการเงินอยู่ที่ 2% ต่อปี หรือ ดอกเบี้ยของหุ้นกู้อยู่ที่ 5% ต่อปี ในอีกกรณีคือ การเพิ่มมูลค่าของหุ้นที่ได้ลงทุน หรือ การเพิ่มมูลค่าของที่ดินหลักทรัพย์ที่ถือครอง ความปลอดภัยของเงินลงทุน คือสิ่งที่วัดว่าเงินต้นที่ลงทุนไปจะไม่ลดลงหรือหายไป เช่น พันธบัตรรัฐบาลมีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน เงินฝากสถาบันการเงินมีกฎหมายคุ้มครองเงินฝากควบคุม มูลค่าหุ้นขึ้นกับหลายปัจจัยทั้งผลประกอบการและสถานการณ์รอบด้าน ทำให้หุ้นเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมีความเสี่ยง สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์มสำหรับลงทุนในการขายฝาก โดยมีผลตอบแทน 9-12% ต่อปี และมีอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูงค้ำประกัน ทำให้มีผลตอบแทนสูงและสร้างความปลอดภัยในการลงทุน นักลงทุนได้ถือครองโฉนดของอสังหาริมทรัพย์ถูกต้องตามกฎหมายตลอดระยะเวลาสัญญา นักลงทุนสามารถดูรายระเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.smartfinn.co.th หรือติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่โดยตรงที่ 02-026-0725   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ทำไมธนาคารต้องใช้อสังหาฯค้ำประกันเงินกู้

ทำไมธนาคารต้องใช้อสังหาฯค้ำประกันเงินกู้   เคยสงสัยกันไหมว่า เวลาขอกู้เงินธนาคาร แม้ผู้ขอกู้จะมีเครดิตที่ดี ประวัติการชำระหนี้ดี ธนาคารอาจให้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง แต่ธนาคารยังต้องขอหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงของธนาคารเอง และหลักทรัพย์ค้ำประกันที่นิยมที่สุด คือ อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโด โรงงาน เป็นต้น ประเด็นแรกคือ อสังหาริมทรัพย์เคลื่อนย้ายไม่ได้ ผู้กู้ไม่สามารถนำอสังหาริมทรัพย์ติดตัวไปได้เมื่อผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารสามารถยึดทรัพย์มาขายต่อทอดตลาดได้ทันที ประเด็นหลักอีกข้อคือ อสังหาริมทรัพย์ส่วนมากมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางพื้นที่ราคาสามารถเพิ่มขึ้นได้ 1-2 เท่าในระยะเวลา 10 ปี ทำให้ธนาคารไม่ต้องกลัวว่ามูลค่าทรัพย์จะไม่ครอบคลุมวงเงินกู้ที่ลูกหนี้ได้ทำไว้ อสังหาริมทรัพย์จึงถือว่าเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างดี แต่ถ้าหากว่าการวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์นั้น ก็ยังถือเป็นเรื่องที่ยากมาก ธนาคารต่างๆจึงมีหน่วยงานวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ หรือใช้บริการบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์ที่น่าเชื่อถือได้ เพื่อมายืนยันมูลค่าที่แท้จริงของอสังหาริมทรัพย์ชิ้นนั้นๆ สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์มแมชชิ่ง การขายฝาก ได้ใช้บริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์ที่น่าเชื่อถือได้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญในการพิจารณาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้ได้มูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์นั้นก่อนนำมาประเมินราคาขายฝาก สร้างความเป็นธรรมทั้งฝ่ายผู้ขายฝากและนักลงทุน     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

เมื่อติดเครดิตบูโรแล้วจะแก้ยังไงได้บ้าง?

หลายคนมักมีคำถามว่า เมื่อติดเครดิตบูโรแล้ว จะแก้ยังไงได้บ้าง?   คำตอบคือ ใช้หนี้สินที่ติดให้หมด ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะการชำระหนี้สินที่ค้างไว้ให้หมด คือวิธีจัดการกับเครดิตค้างชำระที่เราติดอยู่อย่างดีที่สุดจากนั้นเมื่อชำระครบก็รอให้ประวัติการชำระของเราอัพเดทเข้าระบบและรอการปลดจากบัญชีค้างชำระ การเก็บข้อมูลของทางเครดิตบูโรจะเก็บไว้ประมาณ 3 ปี ในกรณีไม่ได้ชำระหนี้สินให้หมดทางสถาบันการเงินเจ้าหนี้ก็จะส่งรายงานมาให้ทางเครดิตบูโรอีกทุกเดือน จึงทำให้การรอให้หมดรอบการบันทึกข้อมูลนี้ใช้ได้เฉพาะกับผู้ที่ชำระหนี้สินที่ค้างไว้ครบแล้วเท่านั้น สรุปคือ รอให้หมดรอบการบันทึกข้อมูล 3 ปี หลังจากชำระหนี้สินครบ ซึ่งคุณสามารถแก้ไขเครดิตได้โดยการเริ่มสร้างประวัติใหม่เพราะเครดิตบูโร จะเก็บข้อมูล 3 ปีย้อนหลังเท่านั้น   วันนี้ทางสมาร์ทฟินน์ อาจช่วยให้ท่านหมดหนี้สินส่วนนี้กับสถาบันการเงินทำให้เครดิตของท่านดูดีขึ้นเพราะยอดหนี้สินและภาระผ่อนต่อเดือนกับสถาบันการเงินส่วนนี้หายไปทั้งหมด ทำให้สามารถใช้ช่วงเวลา 1-3 ปีในการจัดการปัญหาทั้งหนี้สิน และเครดิตของใหม่ทั้งหมดเสมือนการ Re-credit เพื่อทำประวัติทางการเงินให้ดีขึ้นเพื่อโอกาสในการขอสินเชื่อในอนาคตได้ สามารถติดตามดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.smartfinn.co.th     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

พฤติกรรมการใช้เงินนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร

วันนี้เรามาลองศึกษาพฤติกรรมการใช้เงิน ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์การเป็น คนรวย หรือ คนมีหนี้สิน ซึ่งพอแบ่งเป็น 5 ขั้น ดังนี้:   ขั้นที่ 1) คือการใช้เงิน “เกินกว่า” รายรับที่หาได้ ผลลัพธ์คือ ก่อหนี้สิน ขั้นที่ 2) คือการใช้เงิน “เท่ากับ” รายรับที่หาได้ ผลลัพธ์คือ ไม่มีเงินเหลือ ขั้นที่ 3) คือการใช้จ่ายเงิน “น้อยกว่า” รายรับที่หาได้แล้วนำ 10-20% เป็นเงินออมผลลัพธ์คือ พออยู่ได้ ขั้นที่ 4) คือการใช้จ่ายเงิน “น้อยกว่า” รายรับที่หาได้แล้วนำ 20-30% เป็นเงินออมผลลัพธ์คือ เริ่มจะรวย ขั้นที่ 5) คือการใช้จ่ายเงิน “น้อยกว่า” รายรับที่หาได้แล้วนำ 40% มาจัดสรรดังนี้ 15% เป็นเงินออม แล้วอีก 25% นั้นนำไปลงทุนในรูปแบบต่างๆแนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุนเรียกว่าให้เงินทำงานผลลัพธ์คือรวยและมั่งคั่ง   ขอแนะนำการลงทุนในรูปแบบผู้รับซื้อฝากอสังหาริมทรัพย์ Smartfinn เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณสามารถกระจายพอร์ตการลงทุนได้โดยรับผลตอบแทน 9-12% ต่อปีและมีอสังหาฯพร้อมโฉนดมูลค่าสูงเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

วิธีการใช้เงินและออมเงินอย่างไรให้มีเงินเหลือเก็บ

เราลองมาดูวิธีการใช้เงินและออมเงินอย่างไร ให้มีเงินเหลือเก็บ เพื่อนำเงินนั้นไปลงทุน และใช้เงินทำงานแทนเรากันดูบ้าง การใช้เงินและการออมเงินนั้น มีหลากหลายวิธี 1) ใช้เงินสดเท่าที่จำเป็น พยายามงดใช้บัตรเครดิต แต่ถ้าจะใช้ต้องเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัยทางการเงินที่ดีเลย 2) แม้มีรายได้เพิ่มขึ้น ก็ไม่ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น เพราะส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นสามารถนำไปลงทุนเพื่อให้เงินทำงานให้กับคุณได้ด้วย 3) ลองชีวิตติดดิน ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย คุณจะรู้เลยว่าจะทำให้เงินคุณเหลือเก็บมากขึ้น และเมื่อคุณมีเงินเหลือเก็บ ก็ลองนำเงินนั้นไปลงทุนและอย่าลืมกระจายพอร์ตการลงทุนตามกฏที่ว่าเราไม่ควรนำไข่ไปใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน การลงทุนมีหลากหลายรูปแบบ ควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนการลงทุน ในวันนี้ขอแนะนำการลงทุนในรูปแบบ ที่เป็นผู้รับซื้อฝากอสังหาริมทรัพย์ Smartfinn เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณสามารถกระจายพอร์ตการลงทุนได้ โดยรับผลตอบแทน 9-12% ต่อปี และมีอสังหาฯ พร้อมโฉนดมูลค่าสูงเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อไม่ให้พอร์ตการลงทุนรวมหวือหวา และช่วยให้ทุกท่านได้รับผลตอบแทนที่ดีและทำให้พอร์ตโดยรวมดูนิ่งขึ้น   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

การจัดแบ่งประเภทหนี้

การจัดแบ่งประเภทหนี้ สามารถแบ่งได้เป็น หนี้ดี และ หนี้ร้าย   - หนี้ดี ได้แก่ หนี้ซื้อบ้าน หนี้เพื่อการศึกษา หนี้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ - หนี้ร้าย ได้แก่ หนี้บัตรเครดิต หนี้ซื้อรถยนต์   ส่วนบรรดาหนี้ หนี้ที่ถูกยกให้เป็น “ หนี้ที่ดีที่สุด ” คือ หนี้ซื้อบ้าน และ “ หนี้ที่ร้ายที่สุด ” คือ หนี้บัตรเครดิต   สาเหตุที่ทำให้หนี้ซื้อบ้านถูกจัดอันดับให้เป็นหนี้ที่ดีที่สุดเพราะโดยทั่วไปแล้วราคาบ้านปรับเพิ่มขึ้นปีละ 5 -10% ดังนั้นเมื่อเรากู้เงินมาซื้อบ้านหนี้ก้อนนี้ก็มีแนวโน้มจะเป็นหนี้ที่ดีและเมื่อราคาบ้านเพิ่มขึ้นเท่ากับว่าความมั่งคั่งของเราเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่หนี้บัตรเครดิตถูกจัดให้เป็นหนี้ที่ร้ายที่สุดเพราะโดยมากแล้วคนเรามักใช้บัตรเครดิตซื้อของกินของใช้ ใช้แล้วก็หมดไปหรือไม่ก็เป็นของฟุ่มเฟือยและของที่เราอยากได้แต่ไม่สามารถจ่ายด้วยเงินสดได้ โดยต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 18-36% ต่อปี   นอกจากนี้หนี้บางประเภทอาจจะเป็นได้ทั้งหนี้ดีและหนี้ร้าย ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างเช่นหนี้เพื่อซื้อรถยนต์ เพราะแม้ว่าหนี้เพื่อซื้อรถยนต์จะถูกฟันธงว่าเป็นหนี้ร้ายเพราะมูลค่าของรถยนต์จะลดลงเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นหนี้เพื่อซื้อรถยนต์มาใช้ในการประกอบอาชีพหรือถ้ารถยนต์คันใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็น่าจะนับหนี้เพื่อซื้อรถยนต์เข้าไปอยู่ในกลุ่มหนี้ดีได้อีกประเภทหนึ่ง   เพราะฉะนั้นถ้าจะตัดสินใจว่าจะเป็นหนี้แบบไหนถึงจะเรียกว่าหนี้ดีก็ต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย 3 ข้อต่อไปนี้   1) มีประโยชน์ 2) คุ้มค่า 3) มีความสามารถในการผ่อนชำระ   เพราะฉะนั้นถ้าประเมินแล้วว่าหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ที่ไม่มีประโยชน์ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม กู้มาแล้วผ่อนไม่ไหว ทำให้เดือดร้อน ดอกเบี้ยแพง เงื่อนไขโหด หนี้แบบนี้ต้องหนีให้ไกล.     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ความยากของตลาดหุ้นขาลง

ความยากของตลาดหุ้นขาลง   การลงทุนในตลาดหุ้นขาลงมีความเสี่ยงมากกว่าลงทุนในตลาดหุ้นขาขึ้น แม้ว่าปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินเช่น การ Short Against Port, Short Sell, DW และ TFEX เป็นต้น ทำให้นักลงทุนมีโอกาสในการทำกำไรแม้ในช่วงตลาดขาลง แต่ในความเป็นจริง ความเสี่ยงหลักของตลาดหุ้นขาลงคือไม่มีใครรู้ว่าดัชนีจะลงไปลึกเท่าไร และไม่มีใครรู้ว่าจะกลับตัวเมื่อไร เพราะหากตลาดขาลงจากสภาวะภายนอกเช่น เงินทุนต่างชาติไหลออก จะใช้ระยะเวลานานและไม่ใช่ปัจจัยที่จะคำนวนราคาพื้นฐานของหุ้นได้โดยใช้งบกำไรขาดทุน และมีปัจจัยอื่นๆอีกเช่น สภาวะเศรษฐกิจ การเติบโตของกลุ่มธุรกิจ การโดน Disrupt จากเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นต้น หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการลงทุนหุ้นในตลาดขาลง ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจนั้นๆจริง นักลงทุนมีโอกาสสูงที่จะขาดทุนจากทั้งความผันผวนที่เกิดขึ้นรุนแรงและราคาหุ้นดิ่งลงฉับพลัน   การกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลง นักลงทุนสามารถย้ายเงินทุน และกระจายความเสี่ยง ไปยังการลงทุนระยะสั้นอื่น ๆ ที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนได้ เช่น การฝากประจำ ผลตอบแทนที่ 1-3% ต่อปี, กองทุนรวมตราสารหนี้, หรือ สมาร์ทฟินน์ ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการวางเงินในระยะสั้น 1-2 ปี และให้ได้ผลตอบแทน 9-12% โดยมีอสังหาฯ พร้อมโฉนดมูลค่าสูงเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้นักลงทุนสามารถรักษาเงินต้นในเวลาตลาดผันผวน อีกทั้งยังสร้างผลตอบแทนชนะตลาดโดยรวมอีกด้วย   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-937-2289, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ฝ่าวิกฤติ เมื่อธุรกิจถึงทางตัน หมุนเงินไม่ทัน ขาดสภาพคล่องชั่วคราว

ฝ่าวิกฤติ เมื่อธุรกิจถึงทางตัน หมุนเงินไม่ทัน ขาดสภาพคล่องชั่วคราว   ผู้ประกอบการ ทำธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว แล้วเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง ไม่ว่า ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน supplier ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าขนส่ง ค่าเช่าโกดังสินค้า จะทำให้ธุรกิจเกิดปัญหาหยุดชะงัก ซึ่งความรุนแรงจะขึ้นกับธุรกิจแต่ละประเภท ประกอบกับการขอวงเงินที่ยากขึ้นจากสถาบันการเงินในปัจจุบัน วันนี้ขอแนะนำอีกหนึ่งช่องทางของแหล่งเงินทุนในระบบ คือ Smartfinn ค่ะ เพียงผู้ประกอบการเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ที่มี เป็นเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราว เงินทุนที่ได้สามารถนำไปชำระหนี้สินดอกเบี้ยสูง หรือเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ และวางแนวทางการบริหารธุรกิจใหม่ เช่น   1. วางระบบเดินบัญชี cash-flow 2. ทำบัญชีแยกประเภทให้ชัดเจน แยกกำไรสุทธิที่แท้จริงของกิจการ 3. ควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 4. ปรับปรุงการบริหารสินค้าคงคลัง   เพียง 2-3 ปี ก็เป็นเวลาที่พอเพียงกับการตั้งหลักใหม่ หรือ รีเครดิตของบริษัท บวกกับการเสริมหนทางใหม่ๆ เช่น การขยายฐานตลาด เมื่อรวบรวมเงินไถ่ถอนทรัพย์ได้ อสังหาริมทรัพย์ก็จะกลับเป็นของผู้ประกอบการตามเดิม โดยนักลงทุนของ Smartfinn ให้วงเงินและดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ขั้นตอนการดำเนินการมีมาตรฐาน เพื่อดำรงเจตนา ช่วยเหลือ SMEs ไทย   Smartfinn บริการให้คำปรึกษาฟรี รู้ผลเลย ได้เงินเร็ว ถูกกฏหมาย ทำธุรกรรม ณ สำนักงานที่ดิน สนใจติดต่อ 02-937-2289 หรือ www.smartfinn.co.th / line@smartfinn / info@smartfinn.co.th     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

เมื่อมีหนี้ ทำอย่างไร? ให้หนี้หมดเร็วขึ้น

ตามสถิติการใช้จ่ายแล้ว หนี้สินส่วนใหญ่เกิดมาจาก ผู้บริโภค ต้องการเงินเพื่อไปใช้จ่ายตามที่ตนเองต้องการ จนลืมนึกถึง สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นหนี้ คือ อัตราดอกเบี้ย ที่ต้องจ่ายคืนพร้อมเงินต้นด้วย และอัตราดอกเบี้ยนี้ก็เป็นตัวการสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าผู้กู้สามารถชำระเงินคืนได้หรือไม่   หนี้บัตรเครดิต อยู่ที่ 18-24% ไม่รวมค่าธรรมเนียมในการตามทวงหนี้ หนี้นอกระบบ อยู่ที่ 24-36% ในกรณีมีสินทรัพย์ค้ำประกัน หรือ 36-200% ในกรณีไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน หนี้นาโนไฟแนนซ์ อยู่ที่ 36% โดยจำกัดวงเงินอยู่ที่รายละไม่เกิน 100,000 บาท หนี้สถาบันการเงินในระบบ จะต้องมีการสร้างเครดิตที่ดีก่อนถึงจะขอสินเชื่อได้ โดยแบ่งเป็นหนี้ระยะยาวและระยะสั้น   เราสามารถคำนวนคร่าวๆได้ว่า ถ้าอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 20% จะใช้เวลา 5 ปี ให้มูลค่าดอกเบี้ยเท่ากับเงินต้น หรือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 30% จะใช้เวลาเพียง 3 ปีนิดๆ หนี้จะเพิ่มเป็นสองเท่า แล้วจะทำอย่างไรให้หนี้หมดเร็วขึ้น? เคล็ดลับมีอยู่สองทาง คือ ลดเงินต้น หรือ หาทางลดอัตราดอกเบี้ย หากผู้กู้มีโอกาสได้เงินก้อน ต้องรีบลดเงินต้นให้เร็วที่สุด แต่ในกรณีที่ดอกเบี้ยสูงมากๆ ขนาด 30% ต่อปีขึ้นไป ทำให้ยากต่อการลดเงินต้น ผู้กู้ทำได้แค่เพียงผ่อนดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ อยู่ในวังวนหนี้ไม่จบสิ้น ดังนั้นก็ต้องเหลือหนทางเดียวคือ หาทางลดอัตราดอกเบี้ยให้ได้   การลดอัตราดอกเบี้ย เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้หนี้หมดเร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากเงินต้น 3 ล้านบาท ที่อัตราดอกเบี้ย 2%ต่อเดือน หรือ 24% ต่อปี ผู้กู้จะต้องเสียดอกเบี้ยถึง 720,000 บาทต่อปี ซึ่งใช้เวลาแค่ 4 ปีกว่าๆ ดอกเบี้ยจะเท่ากับ 3 ล้านบาท รวมเงินต้น 3 ล้าน จะเป็น 6 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมาก แต่หากผู้กู้สามารถหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำลงมาได้ เช่น 0.85%ต่อเดือน หรือ 10%ต่อปี ที่ยอดเงินต้น 3 ล้าน ผู้กู้จะเสียดอกเบี้ยเพียง 300,000 บาทต่อปี ซึ่งลดภาระได้ถึงปีละ 420,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว แล้วสามารถนำเงินที่ลดภาระได้ไปชำระเงินต้น เพื่อลดดอกเบี้ยในงวดต่อไปได้อีก ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการช่วยให้หนี้เพิ่มขึ้นหรือหมดเร็วขึ้น ผู้กู้ควรพิจารณาในเรื่องดอกเบี้ยให้ถี่ถ้วนก่อนกระทำการกู้ยืมใดๆ แล้วจะปลอดหนี้ได้เร็วขึ้นแน่นอน     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn    

อ่านต่อ >>

เวลา คือ เงิน Time is money

คนรวยมักยอมจ่ายเงินเพื่อประหยัดเวลาอันมีค่าเสมอ และจะไม่ยอมสูญเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพราะเข้าใจลึกซึ้งดีถึงคุณค่าของเวลา ว่าต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ก็ไม่อาจซื้อเวลากลับคืนมาได้ ดังคำกล่าวที่ว่า“ เวลาคือสิ่งที่แพงที่สุด แต่คนมักมองข้ามคุณค่าของเวลา ”   ประโยคเหล่านี้สะท้อนความสำคัญของเวลาทั้งสิ้น ดังนั้น วันนี้จึงขอหยิบเรื่อง “เวลา = เงิน” มาคุยกัน     ทุกวันนี้ Lifestyle ของคนในสังคมเปลี่ยนไป ทำให้มี ธุรกิจใหม่ๆ ทั้ง Start Up และ SMEs เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการประหยัดเวลา ไม่ว่าจะเป็น ด้านขนส่ง (Logistic) สายการบินโลว์คอส, บริการ Food Delivery, งานรับจ้างต่อคิวเพื่อซื้อขนมดังๆ, แอปพลิเคชัน จองคิวล่วงหน้า, ช็อปปิ้งออนไลน์ และอื่นๆ อีกมากมาย จะเห็นได้ว่า ผู้บริโภคสมัยใหม่ยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับความสะดวก เหตุผลคือ เงินที่จ่ายไป คุ้มค่ากับการที่มีเวลามากขึ้น และ เวลาที่มากขึ้น ก็สามารถนำไปหาเงินได้มากกว่าหรือให้เวลากับตนเอง ในเรื่องการเงินก็เช่นกัน หากเราสามารถหาที่วางเงินที่ให้ผลตอบแทนที่ดีได้ เมื่อระยะเวลาผ่านไป ผลตอบแทนที่ได้ก็คุ้มค่า และเมื่อคูณกับเวลา ผลตอบแทนที่ได้จะทวีคูณยิ่งขึ้น เวลาเป็นมิตรกับคนที่มีเงินทุน แต่ในทางกลับกัน เวลาก็เป็นศัตรูตัวฉกาจกับผู้ที่เป็นหนี้สินด้วย เพราะทุกนาทีที่ผ่านไป ดอกเบี้ยของหนี้สินเดินหน้าเพิ่มขึ้นตลอดเวลา หากคุณมีหนี้สิน สิ่งแรกที่ควรทบทวนคือ ดอกเบี้ยจากสิ่งไหนแพงสุด ยกตัวอย่างเช่น หนี้นอกระบบ ดอกเบี้ย 3% ต่อเดือน เท่ากับปีละ 36% ผ่อนเท่าไรก็ไม่สามารถลดเงินต้นได้ ซึ่งหนี้ในส่วนนี้ต้องหาทางลดให้ได้ก่อนเป็นลำดับแรก และนำส่วนที่เคยจ่ายดอกเบี้ย มาใช้ลดเงินต้นของหนี้ให้ได้มากที่สุด   ตัวอย่างเช่น SME รายหนึ่ง มีอาคารพาณิชย์เป็นหน้าร้าน ไปกู้เงินนอกระบบไว้เพื่อมาเป็นทุนหมุนเวียนธุรกิจที่ 2,000,000 บาท นายทุนคิดดอกเบี้ย 3% ต่อเดือน คุณต้องจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเป็นเงิน 60,000 บาทต่อเดือน x 12 เดือน = 720,000 บาท หากเงินที่ไปกู้มา สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็ถือว่าเป็นการกู้ยืมที่คุ้มค่า   แต่จะดียิ่งขึ้น ถ้าคุณสามารถลดดอกเบี้ย จาก 3% เหลือเพียง 0.75% ต่อเดือน หรือ 720,000 บาทต่อปี เหลือเพียง 180,000 บาทต่อปี เงินส่วนต่างที่ประหยัดได้ถึง 540,000 บาทต่อปี! คือกำไรที่ผู้ประกอบการรายนั้นสามารถหาเพิ่มได้ สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจ ที่มีประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น เห็นไหมคะว่า ถ้าคุณบริหารเวลาได้ คุณจะบริหารเงินได้ดีด้วยเช่นกัน Smartfinn ช่วยคุณลดหนี้ได้ หากคุณเป็นผู้ประกอบการ มีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง ยินดีให้คำปรึกษาฟรี ที่ 02-937-2289 , 089-664-5359 , 089-6642622     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ยอดขายหนึ่งล้าน ไม่ใช่กำไรหนึ่งล้าน

ยอดขายหนึ่งล้าน ไม่ใช่กำไรหนึ่งล้าน   ขายของทำธุรกิจทุกคนย่อมหวังผลกำไร แต่อย่าเข้าใจผิดว่า ยอดขายที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวันนั้นคือกำไร วันที่ธุรกิจเกิดขายดี ยอดขายเป็นล้าน หากเจ้าของธุรกิจคิดแบบนั้น อาจประสบกับสภาวะเงินฝืดติดขัดแก้ไม่หายในธุรกิจ ในยอดขายนั้นประกอบด้วยต้นทุนอะไรบ้าง   1. ต้นทุนค่าสินค้า – ไม่ว่าสินค้านั้นจะรับมาจากผู้ผลิต หรือ ประกอบสร้างขึ้นเอง ล้วนมีต้นทุนวัตถุดิบ ถือเป็นต้นทุนหลักของสินค้าทุกตัว หากเป็นธุรกิจบริการ ต้นทุนส่วนนี้คือพวกอุปกรณ์การบริการ เช่น น้ำมันสปา เครื่องสำอางค์ การรู้ต้นทุนสินค้า ทำให้เราประเมินได้ว่ามีศักยภาพในการทำกำไรได้หรือไม่   2. ต้นทุนการดำเนินการ – ได้แก่ค่าแรงงาน เงินเดือนพนักงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเครื่องจักร ค่าโทรศัพท์ เงินเดือนเจ้าของ หากคิดตามหลักบัญชี ก็ต้องรวมค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์ต่างๆไปในต้นทุนด้วย หากเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ อาจหัก 20% ของราคาอุปกรณ์ต่อปี และ หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ หัก 5% ต่อปี ไม่นับมูลค่าที่ดิน เป็นต้น   3. ต้นทุนการตลาด – ทั้งการตลาดออฟไลน์ ได้แก่ ค่าโฆษณาต่างๆ ทางโทรทัศน์ วิทยุ สื่อต่างๆ โดยการบอกต่อถือเป็นต้นทุนการตลาดที่ต่ำที่สุด และ การโฆษณาผ่านช่องโทรทัศน์เป็นช่องทางที่แพงแต่เข้าถึงประชาชนส่วนมาก มีเรตราคาตั้งแต่ 44,000 บาทต่อ 15 วินาทีต่อครั้ง ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ หรือ เหมาเดือนละ 400,000 บาท ของรายการ ศึก12ราศี (ณ เดือนพฤษภาคม 61) รวมถึงการตลาดออนไลน์ เช่นการใช้ Google Ad การทำเว็ปของบริษัท โดยเจ้าของธุรกิจต้องประเมินถึงต้นทุนการตลาดเปรียบเทียบกับการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายว่าคุ้มค่าหรือไม่    4. ดอกเบี้ย – หากธุรกิจมีการกู้เงิน ดอกเบี้ยคือหนึ่งในต้นทุนที่ต้องจ่าย ผลต่างดอกเบี้ย คือกำไรที่เพิ่มขึ้นของเจ้าของธุรกิจ หากธุรกิจกู้เงิน OD มา 1 ล้านบาท หักดอกเบี้ย 13%  คือ 130,000 บาท แต่หากกู้สถาบันการเงินลูกค้าชั้นดีแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันจะเสียดอกเบี้ยประมาณ 9% คือ 900,000 บาท ส่วนต่างดอกเบี้ย 40,000 บาท คือกำไรที่เจ้าของธุรกิจเพิ่มมา   เมื่อสรุปยอดขายสิ้นเดือน เจ้าของธุรกิจนำมาหัก ต้นทุนสินค้า ต้นทุนการดำเนินการ ต้นทุนการตลาด และ ดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือคือ กำไรสุทธิที่แท้จริง การนำกำไรสุทธิไปต่อยอดธุรกิจหรือขยายกิจการได้ แต่หากคำนวนแล้วตัวเลขติดลบ นั้นหมายถึงค่าใช้จ่ายส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป เจ้าของธุรกิจอาจต้องปรึกษากับทีมบัญชีโดยด่วน เพื่อหาทางลดต้นทุนส่วนใดส่วนหนึ่งโดยให้ผลกระทบต่อตัวธุรกิจน้อยที่สุด     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

3 เทคนิคง่ายๆ ที่จะสร้างกำไรให้ธุรกิจของคุณ

3 เทคนิคง่ายๆ ที่จะสร้างกำไรให้ธุรกิจของคุณ   ธุรกิจที่ต้องการสร้างกำไรให้เพิ่มขึ้น การให้ความสำคัญในการลดต้นทุนทางธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ วันนี้เราจึงมี 3 เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยสร้างกำไรให้ธุรกิจของคุณ   1. รู้ “ต้นทุนที่แท้จริง” ในการดำเนินธุรกิจ มีธุรกิจมากมายที่ยอดขายดีแต่ไม่มีกำไรเลย สิ่งที่ธุรกิจเหล่านั้นพลาดไปคือเรื่องของการคำนวณต้นทุน หลายคนมักจะคิดเพียงแค่ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้า แต่ไม่เคยคิดถึงต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง, ค่าแรงพนักงาน และ ค่าใช้จ่ายบริหารอื่นๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ทำไมธุรกิจยอดขายดีแต่ทั้งปีไม่มีกำไร   2. กำหนดค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนและวางแผนงบประมาณ รายรับ รายจ่าย ต่างๆที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจจะต้องทำบัญชีอย่างละเอียดชัดเจน เพื่อนำมาวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายว่า มีความจำเป็นหรือเหมาะสมไหม ควรที่จะวางกรอบแผนงบประมาณทุกอย่างให้ชัดเจนก่อน “จ่ายเงิน” และสืบค้นราคา เปรียบเทียบอยู่เสมอเพื่อให้เราได้ต้นทุนที่คุ้มค่าที่สุด   3. ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย ปัจจุบันโลกเข้าสู่โลกของเทคโนโลยี มีแอปพลิเคชันและบริการต่างๆมากมาย ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจ หากเราสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจของเราก็จะช่วยประหยัดงบไปได้มากเลยทีเดียว ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ การจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า เราไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อมอเตอร์ไซต์ หรือจ้างพนักงานขับรถ เราก็สามารถเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันแทนได้ นอกจากนั้นยังมีบริการต่างๆที่ช่วยจัดการบัญชี รับชำระเงินออนไลน์ ระบบบริหารจัดการสินค้า เป็นต้น   และสิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าลืมให้ความสำคัญในเรื่องของ “การควบคุมต้นทุนธุรกิจจากการกู้ยืม” คุณสามารถ Recredit เพื่อลดค่าใช้จ่ายของดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากจากบัตรเครดิตที่ปัจจุบันดอกเบี้ยสูงถึง 28% ต่อปี เหลือเพียง 9% ต่อปี เพียงแค่คุณมีอสังหาริมทรัพย์ที่ดี คลิกลงทะเบียนได้เลยที่ www.smartfinn.co.th หรือโทร 094-4457975     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ทำไมธุรกิจยอดขายดี แต่ทั้งปีไม่มีกำไร?

ทำไมธุรกิจยอดขายดี แต่ทั้งปีไม่มีกำไร?   เป็นไปได้หรอที่ยอดขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแต่ธุรกิจต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีกำไรและมันเกิดมาจากสาเหตุอะไร? หนึ่งในสิ่งที่คนทำธุรกิจหลายคนพลาดไปคือเรื่องของ “การคำนวณต้นทุน” หลายคนจะคิดเพียงแค่ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้า แต่ไม่เคยคิดถึงต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร   ยกตัวอย่างนะครับ ธุรกิจ ก จะได้กำไรทั้งหมด 10,000 บาทในกรณีที่ขายสินค้าหมด  แต่ ธุรกิจ ก ลืมคิดถึง ต้นทุนค่าขนส่ง ค่าแรงพนักงาน ซึ่งรวมทั้งสิ้น 15,000 บาท กลายเป็นว่ากำไรที่ได้มาติดลบซะงั้น ถ้าปล่อยแบบนี้ไปเรื่อยๆคงจะมีแต่ขาดทุนสะสมนะครับ   และอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนที่ทำธุรกิจไม่มีกำไรสักทีคือ “การจัดการกับต้นทุนธุรกิจ” และ “การทำบัญชีแยกประเภท” ครับ ธุรกิจที่จัดจำหน่ายสินค้าต้องมีงบลงทุนเพิ่มเพื่อซื้อสินค้าใหม่ แต่เมื่อได้เงินจากการขายสินค้าในล็อตเก่า ก็จะนำเงินทั้งหมดไปใช้จ่ายธุรกิจบ้าง ใช้จ่ายส่วนตัวบ้างโดยลืมแยกส่วนที่เป็นกำไรออกมา จนทำให้ไม่เหลือเงินสดหมุนเวียนกับเงินสำรองฉุกเฉินติดมือเลย   หรือธุรกิจที่มีการใช้เครดิตการค้ามากจนเกินไปและลืมไปว่าจะต้องนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายคงที่ต่างๆ อาทิเช่น ค่าเช่าสถานที่, ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ, เงินเดือนพนักงาน, ค่าใช้จ่ายอื่นๆในธุรกิจเพื่อการลงทุนเพิ่ม รวมไปถึงค่าการตลาดต่างๆ หากเราใช้เครดิตล่วงหน้ามากเกินไปจนเก็บเงินไม่ได้ซักที รายจ่ายต่างๆในธุรกิจก็รอจ่ออยู่ เมื่อถึงกำหนดจ่ายแล้วเราไม่เหลือเงินสดในมือ นั่นแหละครับ ความวิกฤติจะมาเยือน!!!! กลายเป็นว่าเราอาจจะต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบหรือขอสินเชื่อจากสถาบัน   นอกจากเงินสดจะไม่เหลือในมือแล้วธุรกิจเราก็จะยิ่งจมลงจากภาระดอกเบี้ยทบต้นมหาศาล จากที่เราไปกู้ยืมมา บางคนอาจหาทางออกด้วยการกดเงินสดจากบัตรเครดิต โดนดอกเบี้ยไปเต็มๆ บางรายก็มากถึง 28% ต่อปี เห็นไหมครับว่าแม้กิจการที่เราทำอยู่จะสร้างยอดขายได้มากขนาดไหน แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังก็อาจจะทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวลงก็เป็นได้นะครับ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

กำไรหมดเพราะดอกเบี้ยสูง?

กำไรหมดเพราะดอกเบี้ยสูง? เจ้าของกิจการหลายๆคน อาจเคยมีช่วงที่บริษัทขาดสภาพคล่อง ไม่มีกระแสเงินสดในการหมุนเวียนธุรกิจ บัตรเครดิตจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้เกิดสภาพคล่อง แต่ในบางครั้ง เจ้าบัตรเครดิตนี้เอง ก็อาจจะสร้างหนี้ให้โดยที่ไม่รู้ตัว เพราะดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนั้นสูงปรี๊ดสูงถึง 28% ต่อปี ภาระดอกเบี้ยเหล่านี้เป็นเรื่องที่ เจ้าของกิจการ “มองข้ามไม่ได้” จะดีกว่าไหมถ้าวันนี้   ถ้าคุณได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำลง สิ่งนี้เองที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เงินในกระเป๋าของท่านกลับมา ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าหากกู้เงินเป็นจำนวน 5,000,000 บาท ถ้าคุณเผชิญกับดอกเบี้ยที่ 28% ต่อปี จะทำให้เงินคุณหายไปถึง 1,400,000 บาท ในทางกลับกันถ้าวันนี้ คุณกู้เงินมาเท่ากันคือ 5,000,000 บาทแต่คุณจ่ายดอกเบี้ยเหลือเพียง 9% ต่อปี คุณจะจ่ายดอกเบี้ยเพียง 450,000 บาท ว้าวววว คุณสามารถประหยัดเงินไปได้ถึง 950,000 บาท หรือ มากกว่า 3 เท่าเลยนะ   สามารถ รวมหนี้ให้เป็นก้อนเดียว การที่เรานำเงินที่ได้มาในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ไปเคลียหนี้บัตรเครดิตหลายๆ ใบ หรือ หนี้สินนอกระบบ ที่อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 28% นอกจากจะทำให้ภาระเบาลงยังทำให้เราจัดการได้ง่ายขึ้น เพราะเหลือหนี้เพียงก้อนเดียว และที่สำคัญยังสามารถช่วยเพิ่ม credit score ได้อีกด้วย Smartfinn แพลตฟอร์มขายฝากอสังหาริมทรัพย์ที่ Best-Deal ที่สุด! แพลตฟอร์มที่จะช่วยให้คุณ ได้รับ “อัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ต่ำลงเหลือเพียงแค่ 9% ต่อปี” และสามารถนำเงินที่ได้จากการขายฝากนั้นไปเคลียร์หนี้สินต่างๆ ที่สูงปรี๊ด และรวมหนี้ให้เหลือเพียงก้อนเดียว นอกจากเพดานในการกู้กับสถาบันจะเพิ่มขึ้น ยังช่วยให้เรามี Credit Score ที่ดีขึ้นอีกด้วยนะ รู้แบบนี้แล้วรออะไร   ถ้าวันนี้คุณมีอสังหาที่ดี คลิกลงทะเบียนได้เลยที่ www.smartfinn.co.th     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ป้องกันและกอบกู้เครดิต ด้วยขายฝากกับสมาร์ทฟินน์

ป้องกันและกอบกู้เครดิต ด้วยขายฝากกับสมาร์ทฟินน์   เมื่อภาระหนี้สินที่เริ่มมากขึ้น ชักหน้าไม่ถึงหลัง หมุนเงินจนเครียดทุกเดือน การผิดนัดชำระหนี้กับสถาบันการเงิน ยิ่งทำให้เครดิตของธุรกิจ หรือ ส่วนตัวเสียหายในระยะยาว โดยข้อมูลการชำระหรือผิดนัดชำระต่างๆจะถูกจดบันทึกใน เครดิตบุโร โดย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ - National Credit Bureau โดยสถาบันทางการเงินทุกสถาบันจะใช้บันทึกนี้เป็นเกณฑ์ในการประเมินเครดิตของผู้กู้ทุกราย ประวัติการชำระนี้จะมีอายุ 3 ปีในฐานข้อมูลบุโร ซึ่งหมายความว่าหากผิดนัดชำระ เครดิตเสียนี้จะติดตัวไปอย่างน้อย 3 ปี การทำธุรกรรมใดๆกับสถาบันการเงินทุกสถาบันก็จะเป็นไปได้ยากยิ่ง มากไปกว่านั้นเครดิตเสียนี้จะไม่ถูกลบออกไปจากสถาบันการเงินที่ผู้กู้ได้ผิดนัดชำระตลอดไป   สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์ม ขายฝากอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับ SME ที่ต้องการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สิน ที่ปัจจุบันมีภาระดอกเบี้ยสูง ผ่อนไม่ไหว กำลังจะผิดนัดชำระสถาบันการเงิน หรือ ผิดนัดติดแบล็กลิส แล้ว และต้องการกลับเข้าสู่การกู้ยืมผ่านสถาบันทางการเงินในระบบอีกครั้ง โดย แพลตฟอร์ม สมาร์ทฟินน์ จะช่วยให้ SME มีเวลาในการปรับสภาพคล่องของตัวเอง   สมาร์ทฟินน์ แพลตฟอร์มประสานนักลงทุนในระบบ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ย ประเมินจากบริษัทประเมินมูลค่าที่ผ่านการจดทะเบียนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่จะช่วยให้ SME ทราบถึงราคาซื้อขายจริง ไม่ถูกเอาเปรียบ และเป็นธรรมจากทุกฝ่าย โดย SME สามารถใช้ช่วงเวลาระหว่างการขายฝาก ปรับการทำบัญชีให้กลับเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินได้อีกครั้ง     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-937-2289 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

บริษัท สมาร์ทฟินน์ โซลูชั่นส์ จำกัด

555 อาคารรสา อาคาร 2 ชั้น 25 ถนนพหลโยธิน

แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

• • • • • •

Platform Matching