SMARTFINN
Platform Matching การขายฝากอสังหาฯ
กับนักลงทุน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุน
และช่วย SMEs ให้มีสภาพคล่อง

เปิดปมปัญหา วงการซื้อ-ขายฝาก อสังหาฯ ไทย กับทางเลือกใหม่ในชื่อ SmartFinn

หมวดหมู่ : ขายฝาก, 2017-12-13 01:27:55, 172
เปิดปมปัญหา วงการซื้อ-ขายฝาก อสังหาฯ ไทย กับทางเลือกใหม่ในชื่อ SmartFinn

เปิดปมปัญหา วงการซื้อ-ขายฝาก อสังหาฯ ไทย กับทางเลือกใหม่ในชื่อ SmartFinn

หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวของการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ แล้วก็คงสัมผัสได้ถึงภาพเชิงลบจากการที่มีผู้ซื้อฝากเป็นนายทุนที่กดราคาซื้อฝากต่ำ คิดดอกเบี้ยแพง จนในที่สุดผู้ขายฝากก็ต้องสูญเสียทรัพย์สินที่นำมาขายฝาก จนทำให้หน่วยงานของรัฐมีแนวคิดที่จะยกเลิกกฎหมายขายฝาก โดยตัวผู้ขายฝากก็ถูกมองว่าเป็นคนที่มีปัญหาทางการเงิน ทั้งที่มีทรัพย์สิน แต่ไม่มีรายได้ประจำหรือรายได้ที่มากพอที่จะสามารถนำไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ และยังไม่สามารถขายสินทรัพย์ได้ทันที หรือไม่ประสงค์ขายสินทรัพย์นั้นๆ จึงใช้วิธีการขายฝาก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและภาระสูงกว่าการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน


ทว่าในฝั่งนายทุนผู้รับขายฝาก ทำไมจึงไม่กลัวการขายฝากและยังมีการแข่งขันแย่งลูกค้ากันทางอินเทอร์เน็ตค่อนข้างสูง ก็เพราะธุรกรรมนี้ได้ผลตอบแทนสูง และมีความเสี่ยงน้อยกว่าการให้กู้ยืมด้วยวิธีอื่นๆ หรือถ้าเทียบกันแล้วก็จะคล้ายๆ กับธุรกิจโรงรับจำนำที่มีทรัพย์มาวางและทำให้คิดดอกเบี้ยได้สูงพอสมควร ซึ่งต่างกันกับของวางจำนำที่เป็นอสังหาฯ เมื่อผู้กู้หรือผู้ขายฝากไม่สามารถหาเงินต้นมาคืนได้ตามกำหนด ตัวนายทุนก็จะได้อสังหาฯ นั้นๆ ไปเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ โดยที่ธรรมชาติของนายทุนมักจะให้กู้ยืมในมูลค่า 20-60% ของราคาอสังหาฯ นั้นๆ ซึ่งถ้าสามารถนำไปขายต่อได้ ก็จะมีกำไรส่วนต่างได้มาก นอกเหนือจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บในอัตรา 1.25–20% ต่อเดือน (คิดเป็นปีก็ตก 15–240% ต่อปี)


...นี่คือภาพที่หากจะพูดว่าไม่เป็นธรรม มันก็คงไม่ได้ เพราะเป็นการยินยอมในเงื่อนไขของทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้หรือผู้ขายฝากและผู้ซื้อฝาก ซึ่งในฟากของผู้ขายฝากปัจจุบัน คงจะคิดหนักกับประเด็นนี้ เพราะถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องประสบอยู่ และหากพอสรุปเป็นปัญหาสำคัญก็พอจะเคาะออกมาได้ 3 เรื่อง ได้แก่ 

  1. การให้วงเงินซื้อขายฝากอสังหาฯ ส่วนใหญ่ ต่ำกว่า 50% ของมูลค่าอสังหาฯ นั้นๆ
  2. การกำหนดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่สูงกว่าสถาบันการเงินอย่างมาก (ตามข้อตกลง)
  3. การตั้งเงื่อนไขเวลาของสัญญาขายฝากค่อนข้างสั้น เฉลี่ยอยู่ที่ 6 เดือนถึง 1 ปีเท่านั้น

 

ดังนั้น ถ้าพิจารณาจากปัญหาข้างต้น โดยเฉพาะกับเงื่อนไขในข้อที่ 2 และ 3 บ่งชี้ให้เห็นชัดเลยว่าโอกาสที่ผู้ขายฝากจะสามารถหลุดพ้นจากภาระขายฝากแล้วไถ่ถอนอสังหาฯ ของตนเองกลับคืนไปนั้น ‘แทบจะเป็นไปได้ยากจริงๆ’


ประเด็น คือ ทั้งๆ ที่ผู้ขายฝากส่วนใหญ่รู้ถึงปัญหา แต่ยังกล้าทำการขายฝากอีก?
 

เหตุผลหลัก ก็เพราะพวกขาเหล่านั้น มีความจำเป็นและไม่สามารถใช้อสังหาฯ ของตนไปกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในระบบด้วยหลายๆ เหตุผล


จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้มีผู้ที่มองเห็นปัญหาและพยายามหาโซลูชันเพื่อแก้ไข ซึ่งในปัจจุบันมี ‘สมาร์ทฟินน์’ SmartFinn บริการขายฝากอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ เพื่อบริการให้กับผู้ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดที่มีอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังไม่อยากขายขาดอสังหาริมทรัพย์ในทันที เพราะอาจมีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์หรืออยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์นั้นอยู่ โดยสามารถนำสินทรัพย์ดังกล่าวมาขายฝากก่อน ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการขายฝากในรูปแบบเดิมๆ 


สมาร์ทฟินน์ เป็นระบบตัวกลางซื้อ-ขายฝากอสังหาฯ รูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้เจอกับนายทุนกลุ่มใหม่ที่มีมุมมองแตกต่างจากนายทุนรูปแบบเดิมๆ โดยนายทุนกลุ่มนี้จะเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปที่ฝากเงินหรือลงทุนในสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงอสังหาฯ ให้เช่าต่างๆ ที่ได้ผลตอบแทนอยู่ระหว่าง 2-5% ซึ่งระบบตัวกลางจากสมาร์ทฟินน์นี้จะช่วยให้พวกเขามีทางเลือกในการได้ผลตอบแทนมากขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่จำกัด 
 

ดังนั้น เมื่อกลุ่มนายทุนเปลี่ยน ภายใต้ระบบการจัดการจากสมาร์ทฟินน์ ผู้ขายฝากก็สามารถรับความยืดหยุ่นจากระบบนี้ได้ด้วยเช่นกัน เช่น สามารถปรับเปลี่ยนระยะเวลาที่สามารถผ่อนชำระภายใต้สัญญาขายฝากที่ยาวขึ้น หรือยืดหยุ่นให้ขยายสัญญาขายฝากได้มากขึ้น ด้วยการกำหนดสัญญาผู้ขายฝากเริ่มต้นที่ 1 ปีขึ้นไป และอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณ 9% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าระบบนายทุนขายฝากเก่าๆ มาก แต่ก็เป็นอัตราตอบแทนที่นายทุนกลุ่มใหม่พอใจ ภายใต้ทัศนคติที่ไม่ได้ต้องการยึดครองอสังหาฯ ที่ซื้อฝากมา เป็นต้น

 

ทั้งนี้ จากกรณีตัวอย่างของลูกค้าขายฝากรายหนึ่ง ตัดสินใจเข้ามาขายฝากกับสมาร์ทฟินน์ เนื่องจากวันนั้น เขาต้องการเงินเพื่อไปปิดภาระหนี้จากบัตรเครดิต หากไม่ชำระจะเกิดปัญหาทางด้านเครดิตที่กระทบต่อการงาน ด้วยเวลาที่มีจำกัด จึงไม่สามารถรอขายบ้านจริงได้ หรือจะกู้เงินจากสถาบันต่างๆ ก็ไม่ผ่านเงื่อนไข เขาจึงนำบ้านที่มีอยู่มาขายฝากกับสมาร์ทฟินน์ เปลี่ยนบ้านเป็นเงินสดทันที และนำเงินที่ได้นี้ไปปิดภาระหนี้สินต่างๆ และทำให้เขากลับมามีสภาพคล่องอีกครั้ง ระหว่างทำสัญญาขายฝากเพียงแค่ 3 เดือน ก็มีคนติดต่อมาขอซื้อบ้านทำให้เขาสามารถไถ่ถอนได้ในระยะเวลาแค่ 3 เดือน ในมุมของนักลงทุนหรือผู้ซื้อฝาก แทนที่จะได้ผลตอบแทน 9% ต่อปี กลายเป็นว่าได้ผลตอบแทน 9% ใน 3 เดือน หรือถ้าคิดเป็นรายเดือนก็ตกอยู่ที่ 3% เรียกได้ว่า วิน วิน ทั้งสองฝ่าย

 

สำหรับค่าบริการนั้น ทางสมาร์ทฟินน์จะคิดค่าบริการในการขายฝากจากผู้ขายฝากในอัตราเพียง 3.99% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) ของราคาขายฝาก (แต่ขั้นต่ำค่าบริการต้องไม่น้อยกว่า 45,000 บาท บวกกับภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อสามารถทำการขายฝากบนระบบของสมาร์ทฟินน์ได้สำเร็จ หากยังไม่ได้ทำการขายก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ (นอกจากค่าใช้จ่ายในการทำรายงานการประเมินทรัพย์สิน ซึ่งผู้ขายฝากต้องชำระโดยตรงกับบริษัทที่ทำการประเมิน) ส่วนผู้ซื้อฝาก จะไม่มีการเก็บค่าบริการในการซื้อฝากผ่านระบบ แต่อาจมีค่าบริการเฉพาะในบางกรณีของแต่ละท่าน เช่น ค่าบริการในการให้เจ้าหน้าที่ สมาร์ทฟินน์พาไปดูทรัพย์สินของผู้ขายฝากเป็นต้น


ฉะนั้น หากใครที่กำลังข้องเกี่ยวกับแวดวงของอสังหาฯ ในลักษณะของการเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายฝาก ก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่จะลองเลือกใช้บริการจาก สมาร์ทฟินน์ (SmartFinn) ซึ่งปัจจุบันได้สร้างแพลตฟอร์มสำหรับขายฝากอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นที่รู้จักและให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และเตรียมตัวขยายการให้บริการไปทั่วประเทศ โดยเริ่มจากจังหวัดใหญ่หรือเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา เป็นต้น

เกี่ยวกับผู้เขียน
เปิดปมปัญหา วงการซื้อ-ขายฝาก อสังหาฯ ไทย กับทางเลือกใหม่ในชื่อ SmartFinn
GMBiZ
นิตยสารเพื่อธุรกิจ บนส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างการตลาดและไลฟ์สไตล์ที่ย่อยง่าย แต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ ผ่านบทความ

Credit : GMBiZ