SMARTFINN
Platform Matching การขายฝากอสังหาฯ
กับนักลงทุน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุน
และช่วย SMEs ให้มีสภาพคล่อง

มารู้จัก “ภาระจำยอม” กับ “ทางจำเป็น” กัน

หมวดหมู่ : อสังหาริมทรัพย์, , 52
มารู้จัก “ภาระจำยอม” กับ “ทางจำเป็น” กัน

มารู้จัก “ภาระจำยอม” กับ “ ทางจำเป็น” กัน

ที่ดินตาบอด หรือที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่สาธารณะ หรือ ที่ดินที่ต้องยอมให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ในที่ดินของตน กฎหมายวางแนวทางแก้ไขไว้ให้เจ้าของที่ดินเหล่านี้แล้ว แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่อง “ภาระจำยอม” กับกฎหมายที่ว่าด้วย “ทางจำเป็น”  ซึ่งอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์

ภาระจำยอม

ภาษาชาวบ้านหมายความว่า ภาระที่เจ้าของที่ดินผืนหนึ่ง ต้องยอมรับกรรม ให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ในที่ดินของตน ศัพท์ทางกฎหมายเรียกที่ดินที่มีกรรมนี้ ว่า “ภารยทรัพย์”(อ่านว่า พา-ระ-ยะ-ทรัพย์) ส่วนที่ดินที่มีบุญได้ใช้สิทธิประโยชน์ในที่ดินผู้อื่น เรียกว่า “สามยทรัพย์” (อ่านว่า สา-มะ-ยะ-ทรัพย์) ตัวอย่างภาระจำยอม เช่น ยอมให้มีทางเดิน หรือ ทางน้ำ, ยอมให้มีชายคาผู้อื่นล้ำเข้ามาในที่ดินของเรา หรือ ยอมที่จะไม่ปลูกสร้างบ้านเรือน บังแสงสว่าง ทางลม แก่ที่ดินข้างเคียง เป็นต้น

องค์ประกอบของ “ภาระจำยอม” คือ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ดินที่ถูกล้อม หรืออยู่ติดกัน และไม่จำเป็นต้องเป็นทางออกสู่สาธารณะเท่านั้น แต่ใช้ออกไปที่ใดก็ได้ การจด “ภาระจำยอม” ต้องเป็นการตกลงกันระหว่างเจ้าของที่ดินทั้งสองฝ่าย และต้องทำเป็นหนังสือ และไปจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่

ภาระจำยอม

และการได้สิทธิ “ภาระจำยอม” นั้น สามารถได้มาโดยผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับการครอบครองปรปักษ์ด้วย เช่น เจ้าของสามยทรัพย์ได้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินของเราโดยสงบ และเปิดเผย และเจตนาจะใช้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินของเราเป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี  เจ้าของสามยทรัพย์นั้นย่อมได้สิทธิ “ภาระจำยอม” นั้นโดยอายุความ และเมื่อได้สิทธินั้นแล้ว แม้ยังไม่ไปจดทะเบียน ก็สามารถยกเป็นข้อต่อสู้ในศาลเพื่อให้ภาระจำยอมนั้นยังคงมีอยู่ได้ การทำทางต่างๆ เช่น ทางเดินรถ ก็อยู่ที่ตกลงกันระหว่างเจ้าของที่ดินทั้งสองฝ่ายครับ กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องทำกันแค่ไหน

สรุปการได้มาซึ่งสิทธิของ “ภาระจำยอม” นั้น มี 2 ทางคือ

  1. ได้มาโดยผลของกฎหมาย เช่นนาย ก. เจตนาขับรถผ่านที่ดินของเราไปไหนมาไหน อย่างเปิดเผย ใครๆ ก็รู้ว่า นาย ก. นั้นใช้เส้นทางนี้เป็นประจำ ผ่านไป 10 ปี เช่นนี้แล้ว นาย ก. ย่อมได้สิทธิ “ภาระจำยอม” เหนือที่ดินของเราทันที หรือ นาย ก. ปลูกบ้าน ล้ำเข้ามาในที่ดินของเราโดยสุจริต (คือ ไม่รู้ว่าที่ดินส่วนนั้นเป็นของเรา แต่เข้าใจว่าเป็นของเขาเอง) และล้ำเข้ามาไม่มากนัก กรณีนี้ นาย ก. ย่อมสามารถที่จะได้สิทธิ “ภาระจำยอม” เหนือที่ดินของเรา โดยเขาไม่จำเป็นต้องรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำเข้ามา เพียงแต่ นาย ก. ต้องจ่ายค่าใช้ที่ดินให้แก่เรา
  2. ได้มาโดยทางนิติกรรม เช่นเรามีที่ดินอยู่ 2 แปลง และเราได้ขายที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่นาย ก. โดยมีข้อตกลงว่า นาย ก. สามารถใช้ทางบนที่ดินของเรา อีกแปลงหนึ่งเป็นทางออกสู่สาธารณะได้ เช่นนี้แล้ว นาย ก. ย่อมได้สิทธิ “ภาระจำยอม” เหนือที่ดินของเรา
ที่ดินตาบอด

ทางจำเป็น

เกิดจากที่ดินที่ถูกล้อมด้วยที่ดินแปลงอื่นจนไม่มีทางออกสู่สาธารณะ หรือ ออกได้ แต่ลำบาก ที่แบบนี้เราอาจเรียกกันว่า “ที่ตาบอด” กฎหมายจึงต้องให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดังกล่าว ให้มีสิทธิใช้ทางออกสู่สาธารณะจากที่ดินแปลงอื่นได้ และต้องใช้ทางเพื่อออกไปสู่สาธารณะเท่านั้น

การใช้สิทธิ “ทางจำเป็น” ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ หรือจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เหมือนกับ “ภาระจำยอม”  เพราะ “ทางจำเป็น” เป็นสิทธิตามกฎหมายอยู่แล้ว  เจ้าของที่ตาบอดสามารถขอใช้สิทธินั้นได้ เพียงแค่ต้องใช้ด้วยความสุจริตและเคารพต่อเจ้าของที่ดินที่ไปขอใช้ประโยชน์จากเขา

ทางจำเป็น

การทำทางออก ก็ต้องกระทำเพียงพอสมควรแก่ความจำเป็น และต้องส่งผลกระทบต่อที่ดินที่ยอมให้ใช้ “ทางจำเป็น” ให้น้อยที่สุด และต้องเลือกทำทางออกที่ใกล้สาธารณะที่สุด เช่น ที่ดินที่ล้อมที่ดินตาบอดอยู่ทางทิศเหนือ ระยะทางสู่สาธารณะ 2 กิโลเมตร ซึ่งจะใกล้ที่สุด แต่สามารถออกจากบ้านทางทิศใต้ได้ เราจะประหยัดเวลาเดินทางได้มากเชียว แต่ ระยะทางสู่สาธารณะ คือ 3 กิโลเมตร เช่นนี้แล้ว เราจำเป็นต้องทำทางออกทางทิศเหนือเท่านั้นครับ และการใช้ “ทางจำเป็น” นั้น ผู้ใช้ต้องจ่ายค่าทดแทน ให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ที่ให้เราใช้ด้วย อยู่ที่ตกลงกัน และ เมื่อไหร่ก็ตามที่ ที่ดินตาบอดของเรามีทางออกสู่สาธารณะแล้ว เราก็หมดสิทธิใช้ “ทางจำเป็น” เหนือที่ดินผู้อื่นต่อไป

เกี่ยวกับผู้เขียน
มารู้จัก “ภาระจำยอม” กับ “ทางจำเป็น” กัน
ขจรพัฒน์ สุขภัทราพิรมย์
ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมายสมาร์ทฟินน์ ประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์กว่า 20 ปี นักเขียนบทความมืออาชีพ